<?xml version="1.0"?><rss version="2.0"><channel><title><![CDATA[ศูนย์ข้อมูลนโยบายมุ่งใต้ใหม่ - นโยบายสำคัญ]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/]]></link><description><![CDATA[RSS]]></description><language><![CDATA[NSPP_ภาษาไทย]]></language><image><title><![CDATA[ศูนย์ข้อมูลนโยบายมุ่งใต้ใหม่ - นโยบายสำคัญ]]></title><url><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/images/__LOGO.svg]]></url><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/]]></link></image><item><title><![CDATA[นายเก๋อเป่าเซวียน รมช.กต.ไต้หวันทำหน้าที่เป็นประธานใน “พิธีสำเร็จหลักสูตรการบ่มเพาะบุคลากรจากกลุ่มประเทศเป้าหมายตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของ 5 สถาบันอุดมศึกษา ประจำปี 2568”]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=280320]]></link><guid>280320</guid><pubDate>2026/01/13</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 12 ม.ค. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นายเก๋อเป่าเซวียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ทำหน้าที่เป็นประธานใน &ldquo;พิธีสำเร็จหลักสูตรการบ่มเพาะบุคลากรจากกลุ่มประเทศเป้าหมายตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของ 5 สถาบันอุดมศึกษา ประจำปี 2568&rdquo; ซึ่งภายในพิธีฯ ได้รับเกียรติจากตัวแทนสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่ง ประกอบด้วย : &quot;มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไทเป&quot; (Taipei Medical University, TMU) &quot;มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไทเป&quot; (National Taipei University of Technology, Taipei Tech) &quot;มหาวิทยาลัยจินเหมิน&quot; (National Quemoy University, NQU) &ldquo;มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผิงตง (NPUST)&rdquo; และ &ldquo;มหาวิทยาลัยจงซิง&rdquo; (National Chung Hsing University, NCHU) รวมถึงตัวแทนหน่วยงานจาก 5 ประเทศที่ประจำการในไต้หวันประกอบด้วย : ไทย , อินโดนีเซีย , อินเดีย , เวียดนามและฟิลิปปินส์ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ส่งผลให้บรรยากาศกิจกรรมดำเนินไปอย่างคึกคัก<br />
&nbsp;<br />
รมช.เก๋อฯ กล่าวว่า กต.ไต้หวันริเริ่มจัดหลักสูตรข้างต้นนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา จวบจนปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ในโอกาสนี้ รมช.เก๋อฯ จึงขอแสดงความขอบคุณต่อ 5 สถาบันอุดมศึกษาที่ให้การสนับสนุนในโครงการอย่างเต็มกำลัง เพื่อขานรับต่อหลักการ &ldquo;นโยบายมุ่งใต้ใหม่+&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
รมช.เก๋อฯ กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ข้าพเจ้าขอใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนามที่ประกาศแถลงการณ์ให้การยอมรับต่อความสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน โดยไต้หวันให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าจับมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคอินโด &ndash; แปซิฟิก ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป<br />
&nbsp;<br />
สมาชิกผู้เรียนจำนวน 105 คนได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนในไต้หวันเป็นระยะเวลา รวม 5 เดือน เพื่อทำความเข้าใจต่อรูปแบบวิถีชีวิตประชาธิปไตยและเสรีภาพ ที่ไต้หวันยึดมั่นและหวงแหน โดยรมช.เก๋อฯ ยังได้อาศัยโอกาสนี้ส่งเสริมให้บรรดาผู้เรียน สวมบทบาทเป็น &ldquo;มิตรสหายของไต้หวัน&rdquo; (friends of Taiwan) พร้อมกล่าวปิดท้ายด้วยการอวยพรให้คณะผู้เรียน นำประสบการณ์และข้อคิดที่ได้รับ ไปพัฒนาต่อยอดเป็นโอกาสที่ไร้ขีดจำกัด เพื่อก้าวสู่เส้นทางชีวิตในลำดับขั้นถัดไป<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;รางวัลรัฐมนตรี&rdquo; ประจำปีนี้ คัดเลือกให้มีผู้ได้รับรางวัล รวม 5 คน ได้แก่ : ไทย , ฟิลิปปินส์ , เวียดนามและอินโดนีเซีย 2 คน ซึ่งสมาชิกผู้เรียนต่างมีความเห็นตรงกันว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ไต้หวันให้ความสำคัญต่อพลังอันไร้กรอบจำกัดของการศึกษาขั้นสูง ซึ่งคณะผู้เรียนต่างมีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ในสังคมไต้หวัน ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ระบบหลักประกันสุขภาพที่เท่าเทียมและเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน<br />
&nbsp;<br />
ในอนาคต กต.ไต้หวันจะยังคงเดินหน้าผลักดัน &ldquo;นโยบายมุ่งใต้ใหม่ +&rdquo; อย่างต่อเนื่อง และจะเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรนโยบายมุ่งใต้ใหม่ในพื้นที่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้หลักจิตวิญญาณการสร้างความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโด &ndash; แปซิฟิก<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[กต.ไต้หวันจัดพิธีมอบธง ภายใต้ โครงการแลกเปลี่ยนคณะทูตเกษตรเยาวชน ภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่” โดยหวังที่จะเห็นคณะทูตเกษตรเยาวชน มุ่งเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระดับนานาชาติ]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=277353]]></link><guid>277353</guid><pubDate>2025/11/06</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 5 พ.ย. 68<br />
<br />
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้จัดพิธีมอบธง ภายใต้ &ldquo;โครงการแลกเปลี่ยนคณะทูตเกษตรเยาวชน ภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่&rdquo; โดยมีนายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นประธาน พร้อมทั้งติดต่อเชิญ Mr. Robert Fergusson ผู้แทนรัฐบาลออสเตรเลียประจำกรุงไทเป , FUERHA．PUTAERH เอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษ และนายหลินเจียหรง เลขาธิการกระทรวงเกษตร (MOA) เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ที่เสร็จสิ้นการคัดเลือกทูตเกษตรเยาวชน จำนวน 16 คน เพื่อเดินทางเยือนแลกเปลี่ยนยังออสเตรเลีย ในช่วงระหว่างวันที่ 22 &ndash; 30 พฤศจิกายน 2568<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลินฯ กล่าวขณะปราศรัยว่า MOFA ได้ประสานความร่วมมือกับ MOA ในการดำเนินโครงการข้างต้นมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เพื่อมุ่งผลักดันการทูตการเกษตร ออสเตรเลียถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญของไต้หวัน ภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่ โดยรมว.หลินฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะทูตเกษตรเยาวชนในครั้งนี้ จะเข้าร่วมสำรวจโอกาสความเป็นไปได้ที่เพิ่มพูนมากขึ้นในด้านการเกษตร ระหว่างไต้หวัน &ndash; ออสเตรเลีย เพื่ออัดฉีดศักยภาพและนวัตกรรมที่หลากหลายให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ของไต้หวัน โดยในปีนี้ยังได้บูรณาการเข้ากับองค์ประกอบ &ldquo;การทูตชนพื้นเมือง&rdquo; เพื่อส่งเสริมให้ทูตเกษตรเยาวชนที่มีสถานะเป็นชนพื้นเมืองเข้ามีส่วนร่วม เนื่องจากไต้หวัน &ndash; ออสเตรเลีย ต่างก็มีวัฒนธรรมชนพื้นเมืองที่สมบูรณ์และเปี่ยมด้วยสีสัน ซึ่งปีนี้ได้จัดให้มีการวางแผนเข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านชนพื้นเมืองและหน่วยงานต่างๆ ในออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกับชนพื้นเมืองท้องถิ่น และเพื่อทำความเข้าใจกับแนวคิดการพัฒนาการเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมทั้งร่วมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองในระดับท้องถิ่น ภายใต้โครงการ &ldquo;หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์&rdquo; (OTOP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ &ldquo;การทูตเชิงบูรณาการ&rdquo; ที่ 1 บวก 1 มากกว่า 2 &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
นายหลินเจียหรง เลขาธิการ MOA เน้นย้ำว่า ความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างไต้หวัน - ออสเตรเลีย ดำเนินไปในทิศทางเชิงรุกอย่างใกล้ชิดเสมอมา ซึ่งในจำนวนนี้ ลิ้นจี่สายพันธุ์ของไต้หวัน ได้รับการอนุมัติการคุ้มครองสิทธิในออสเตรเลีย และประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกในพื้นที่ออสเตรเลีย โดยประยุกต์ใช้เงื่อนไขที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศที่สลับขั้ว แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของลิ้นจี่สายพันธุ์ไต้หวัน ที่สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี และสามารถจำหน่ายสู่ท้องตลาดทั่วโลกได้อย่างไม่ขาดช่วง ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุดของความร่วมมือแบบทวิภาคี<br />
&nbsp;<br />
Mr. Fergusson ยกย่องชื่นชมความสัมพันธ์แบบทวิภาคี ระหว่างไต้หวัน - ออสเตรเลีย ทั้งความร่วมมือในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การศึกษาและการเกษตร ที่ดำเนินไปในทิศทางเชิงรุก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะต้องประสบกับวิกฤตสังคมชนบทผู้สูงวัย รวมถึงความท้าทายที่ต้องรับมือกับการแข่งขันระดับโลกที่ดุเดือด ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตและการแบ่งปันผลประโยชน์ แต่พวกเราก็ยังคงส่งเสริมให้เกษตรกรของทั้งสองฝ่าย ประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางการเกษตรที่ยั่งยืน<br />
&nbsp;<br />
ในปีนี้ คณะทูตเกษตรเยาวชนจะลงพื้นที่เข้าสำรวจสถานการณ์การเกษตรและโอกาสธุรกิจในออสเตรเลีย พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การประมงและการปศุสัตว์ในพื้นที่ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนกับบรรดาทูตเกษตรเยาวชนและผู้คนทุกแวดวงในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ให้แก่เยาวชนไต้หวัน อันจะพัฒนาไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทางความร่วมมือแบบทวิภาคี ระหว่างไต้หวัน &ndash; ออสเตรเลีย ในภายภาคหน้าต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ตราบจนปัจจุบัน บรรดาทูตเกษตรเยาวชน ภายใต้ &ldquo;โครงการแลกเปลี่ยนคณะทูตเกษตรเยาวชน ภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่&rdquo; ได้มีโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมเยือนและแลกเปลี่ยนใน 6 ประเทศเป้าหมายแล้วกว่าจำนวน 138 คน ทั้ง 6 ประเทศข้างต้นมีรายชื่อ ดังนี้ : ฟิลิปปินส์ , อินโดนีเซีย , เวียดนาม , มาเลเซีย , อินเดียและไทย ซึ่งล้วนแต่บังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีมากมาย<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[กรมการท่องเที่ยวไต้หวันและภาคเอกชนร่วมสร้างหลักชัยใหม่  ภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่ สมาคมการท่องเที่ยวไต้หวันและ 2 สมาคมการท่องเที่ยวของไทย ร่วมจัดการสัมมนาการท่องเที่ยว ไต้หวัน - ไทย ครั้งที่ 1]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=275429]]></link><guid>275429</guid><pubDate>2025/09/24</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงคมนาคม วันที่ 23 ก.ย. 68<br />
<br />
กรมการท่องเที่ยว ภายใต้การกำกับของกระทรวงคมนาคมของไต้หวัน และสมาคมการท่องเที่ยวไต้หวัน จับมือกันผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ผ่านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางการท่องเที่ยวแบบทวิภาคี โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา&nbsp; สมาคมการท่องเที่ยวไต้หวัน (Taiwan Visitors Association, TVA) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (Association of Thai Travel Agents, ATTA) และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (Thai Travel Agents Association, TTAA) ร่วมจัดการประชุมสัมมนาการท่องเที่ยว ไต้หวัน - ไทย ครั้งที่ 1 ขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ โฮเต็ล(The Grand Hotel) กรุงไทเป โดยมีนางหวงเหอถิง รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวไต้หวัน นางเจี่ยนอวี๋เยี่ยน ประธานสมาคมการท่องเที่ยวไต้หวัน นางเย่จวี๋หลัน ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการท่องเที่ยวไต้หวัน นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) &nbsp;และนายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) รวมถึงตัวแทนบริษัทสายการบิน บริษัททัวร์ และผู้ประกอบการโรงแรม เป็นต้น เข้าร่วมด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวของไต้หวันและไทย รวมตัวกันในการประชุมครั้งนี้เป็นจำนวนนับร้อย เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการก้าวสู่หลักชัยสำคัญการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวแบบทวิภาคี ระหว่างไต้หวัน &ndash; ไทย<br />
&nbsp;<br />
เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเยือนไต้หวัน นับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา กรมการท่องเที่ยวจึงได้ประกาศใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราให้แก่ประชาชนชาวไทย ที่มีความประสงค์จะเดินทางเยือนไต้หวัน และได้จัดตั้งสำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันประจำประเทศไทย ในปี 2560 ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเยือนไต้หวัน มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมของประชาชนชาวไต้หวันด้วยเช่นกัน หลายปีมานี้ รัฐบาลไทยก็ได้ประกาศใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน จึงจะเห็นได้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวของสองประเทศที่เดินทางไปมาหาสู่กัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้พื้นฐานมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราที่เอื้อประโยชน์แก่กัน อนึ่ง ยอดนักท่องเที่ยวของสองประเทศที่เดินทางไปมาหาสู่กัน ระหว่างไต้หวัน &ndash; ไทย ในปี 2567 ได้สร้างยอดทะลุ 1.52 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนสถานการณ์โควิด -19 กว่าร้อยละ 22% และช่วงครึ่งปีแรกของ 2568 ประชาชนจากสองประเทศที่เดินทางไปมาหาสู่กัน สร้างยอดทะลุ 710,000 คนครั้ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนสถานการณ์โควิด &ndash; 19 ร้อยละ 17% นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยว ที่มีต่อการสำรวจเสน่ห์การท่องเที่ยวของสองพื้นที่แล้ว ยังนำเสนอให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากความมุ่งมั่นยาวนานของสมาคมการท่องเที่ยวไต้หวัน และสมาคมการท่องเที่ยวในไทย 2 แห่งอีกด้วย<br />
&nbsp;<br />
กรมการท่องเที่ยว แถลงว่า สมาคม TVA มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวไต้หวันอย่างไม่ลดละความพยายาม ส่วนสมาคม ATTA และ TTAA ของไทย ถือเป็นสมาคมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ และมุ่งเน้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยไปต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหน่วยงานที่มุ่งให้การสนับสนุนกรมการท่องเที่ยว ผลักดันภารกิจส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยมาอย่างยาวนานเสมอมา การจัดการสัมมนาการท่องเที่ยว ไต้หวัน - ไทยของสมาคมทั้ง 3 แห่ง ขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ จึงนับว่ามีนัยยะที่สำคัญยิ่ง โดยอาศัยศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชน ขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดของนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยทั้งสองฝ่ายสามารถเปิดการอภิปรายโอกาสความร่วมมือกัน ผ่านเวทีการแลกเปลี่ยนที่สำคัญในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนนำมาซึ่งการขยายตัวเชิงรุกที่เด่นชัดของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปมาหาสู่ซึ่งกันและกัน<br />
<br />
กรมการท่องเที่ยว ร่วมแบ่งปันกลยุทธ์และแนวทางการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวระดับนานาชาติของไต้หวัน ในระหว่างการประชุม โดยระบุว่า การรุกขยายตลาดการท่องเที่ยวไทย ในไตรมาสที่ 4 นี้ จะมุ่งเน้นไปที่นักเดินทางอิสระวัยผู้ใหญ่ การท่องเที่ยวของสมาชิกในครอบครัว และนักเดินทางเพื่อธุรกิจ ด้วยการประชาสัมพันธ์อาหารเลิศรส การท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังจะประสานความร่วมมือกับ OTA บริษัททัวร์ในพื้นที่ บริษัทสายการบิน และธนาคาร เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในไต้หวัน ด้วยการโปรโมทตั๋วเครื่องบิน โปรแกรมทัวร์และบัตรโดยสารสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อดึงดูดให้ชาวไทย เดินทางเยือนไต้หวันกันเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
เพื่อขยายประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนแบบทวิภาคี กรมการท่องเที่ยวจึงได้จัด &ldquo;กิจกรรมการแลกเปลี่ยนบุคลากรการท่องเที่ยว ระหว่างไต้หวัน - ไทย ประจำปี 2568&rdquo; ขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างวันที่ 24 &ndash; 26 กันยายน 2568 โดยได้ติดต่อเชิญสมาคมการท่องเที่ยวไต้หวัน ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในไต้หวัน และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว รวม 30 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อแบ่งปันกรณีตัวอย่างการท่องเที่ยวแบบทวิภาคี และมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองอี๋หลาน เพื่อเข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ เพื่ออาศัยโอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนเชิงลึกอย่างเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับทักษะความเชี่ยวชาญและมุมมองวิสัยทัศน์ของเจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ทั้งสองฝ่ายต่อไป]]></description></item><item><title><![CDATA[สธ.ไต้หวันและมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ จับมือกับศูนย์ตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานทางคลีนิกด้วย AI เปิดฉากความร่วมมือด้านการตรวจสอบแบบข้ามพรมแดน]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=275374]]></link><guid>275374</guid><pubDate>2025/09/23</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ วันที่ 22 ก.ย. 68<br />
&nbsp;<br />
เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายด้านการยื่นขออนุมัติใบรับรองโมเดล AI ทางการแพทย์ ในระหว่างการประยุกต์ใช้จริง เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา สำนักสารนิเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (Ministry of Health and Welfare, MOHW) ของไต้หวัน จึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเปิดฉากความร่วมมือด้านการตรวจสอบแบบข้ามพรมแดน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งกระบวนการพาณิชย์ของอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์รูปแบบอัจฉริยะ ด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา สำนักสารนิเทศ MOHW จึงได้ให้การสนับสนุนจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์ตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานทางคลีนิกด้วย AI&rdquo; (clinical AI certification and validation center) รวมจำนวน 4 แห่ง ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานข้อมูลทางการแพทย์แบบข้ามหน่วยงาน ที่สอดคล้องตามมาตรฐาน FHIR ในระดับสากล ควบคู่ไปกับการจัดตั้งแพลตฟอร์มการฝึกอบรม AI ที่รองรับการเรียนรู้ในรูปแบบ Federated โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ สามารถส่งเสริมให้ผู้พัฒนาคิดค้น AI ทางการแพทย์ และกลุ่มวิจัยทางวิชาการ สามารถประยุกต์ใช้ข้อมูลสถิติในขอบเขตที่กว้างขึ้น และสอดรับต่อลักษณะเฉพาะของประชากรไต้หวัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการประยุกต์ใช้ AI อนึ่ง การออกแบบระบบข้างต้น ถือเป็นการสร้างทางด่วนที่ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะของไต้หวันอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาในการยื่นขออนุมัติใบรับรอง จากการนำอุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะ เข้าตรวจสอบในสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ขณะเดียวกัน ก็เป็นการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ข้อมูลเวชระเบียนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของสถานพยาบาลหลักๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ข้อมูลสถิติทางการแพทย์จะสามารถสร้างคุณค่าที่เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบจริยธรรม<br />
&nbsp;<br />
ความร่วมมือระหว่างไต้หวัน - ไทย ในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบโมเดล AI ทางการแพทย์อัจฉริยะ โดยมีสาระสำคัญหลักๆ ดังนี้ :<br />
<br />
1. การริเริ่มความร่วมมือด้านการตรวจสอบโมเดล AI ทางการแพทย์ในสถานพยาบาลของไต้หวัน : มหาวิทยาลัยมหิดลจะช่วยผลักดันให้โมเดล AI ทางการแพทย์ เข้ารับการตรวจสอบในสถานพยาบาลของไต้หวัน ที่มีคุณสมบัติในการตรวจสอบแบบข้ามโดเมน และมีกลไกการเรียนรู้รูปแบบ Federated&nbsp;<br />
<br />
2. การจัดตั้งพื้นที่นำร่องด้านการตรวจสอบในไทย : โรงพยาบาลไต้หวันจะประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล เข้าจัดตั้งพื้นที่นำร่องด้านการตรวจสอบโมเดล AI ในไทย&nbsp;<br />
<br />
3. การส่งเสริมความร่วมมือด้านการตรวจสอบแบบข้ามแวดวงระหว่างประเทศ : โมเดล AI ที่ได้รับการคิดค้นวิจัยโดยผู้ประกอบการไต้หวันหรือไทย สามารถนำไปตรวจสอบโดยมีค่าธรรมเนียมในสถานพยาบาลของทั้งสองประเทศได้ และสามารถพูดคุยตกลงเงื่อนไขกันได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย&nbsp;<br />
<br />
พิธีลงนามในครั้งนี้ มีนายหลี่เจี้ยนจาง ผู้อำนวยการสำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุขของไต้หวัน และศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นตัวแทนร่วมลงนาม โดยมีรองศาสตราจารย์ นายแพทย์เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ รองศาสตราจารย์ ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ส่วนตัวแทนเจ้าหน้าที่ไต้หวัน ที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ ประกอบด้วย Prof. Pai-Chi Li ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology, Thailand) และ Ms. Tsz-Yin Chang รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมไต้หวัน (ITRI) รวมถึงตัวแทนสำคัญของ &ldquo;ศูนย์ตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานทางคลีนิกด้วย AI&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
เนื่องจากประเทศไทยมุ่งผลักดันแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 &ndash; 2570) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI โดยกลยุทธ์ข้างต้นครอบคลุมการประยุกต์ใช้ AI ในหน่วยงานราชการและอุตสาหกรรมที่สำคัญ การแลกเปลี่ยนกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายไต้หวัน &ndash; ไทยในครั้งนี้ จัดขึ้นในรูปแบบ &ldquo;การประชุมตรวจสอบโมเดล AI ทางการแพทย์ระดับนานาชาติ&rdquo; โดยมีผอ.หลี่ฯ ชี้แจงแนวทางการผลักดันสถาบัน AI รวม 3 แห่งหลักในไต้หวัน รวมถึงการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลด้าน AI ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการประยุกต์ใช้ AI ในพื้นที่ การยื่นขออนุมัติใบรับรอง และค่าธรรมเนียม เป็นต้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จาก &ldquo;ศูนย์ตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานทางคลีนิกด้วย AI&rdquo; ทั้ง 4 แห่ง ก็ได้เข้าร่วมแบ่งปันพันธกิจและประสบการณ์การบริหารงานในศูนย์<br />
&nbsp;<br />
ตัวแทนฝ่ายไทยได้ติดต่อเชิญให้ผอ.หลี่ฯ เข้าพบปะกับ นายแพทย์อารยะ ไข่มุกด์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุขของไทย โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่ขับเคลื่อนโอกาสความร่วมมือด้านการแพทย์ AI ระหว่างไต้หวัน - ไทย นอกจากนี้ คณะตัวแทนยังได้เข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลศิริราช ในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล โดยรพ.ศิริราชมุ่งมั่นในการประสานความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพ ในการคิดค้นวิจัยโมเดล AI ทางการแพทย์ AI จึงเกิดความสนใจต่อการตรวจสอบเพื่อขอใบรับรองในประเด็นดังกล่าว<br />
&nbsp;<br />
ความร่วมมือระหว่างไต้หวัน &ndash; ไทย จะมุ่งเน้นไปที่การประยุกต์ใช้ศูนย์เรียนรู้รูปแบบ Federated ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักสารนิเทศ MOHW เพื่อเป็นฐานสำคัญในการประสานความร่วมมือด้านการตรวจสอบแบบข้ามพรมแดน ในอนาคต แพลตฟอร์มการเรียนรู้ รูปแบบ Federated จะเชื่อมโยง &ldquo;ศูนย์ตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานทางคลีนิกด้วย AI&rdquo; เพื่ออนุมัติให้หน่วยงานต่างๆ สามารถใช้โมเดลการฝึกอบรมร่วมกันได้ โดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลกันโดยตรง ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนเสริมสร้างความครอบคลุมและเสถียรภาพของโมเดลได้อย่างมีประสิทธิภาพประกอบกับข้อมูลจะไม่ถูกถ่ายโอนระหว่างหน่วยงาน จึงสามารถลดความเสี่ยงของการรั่วไหลของข้อมูล ในระหว่างการส่งผ่านข้อมูลได้ โดยหน่วยงานสามารถอาศัยทรัพยากรการประมวลผลของตนในการฝึกอบรม เพื่อลดความจำเป็นในการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูงแบบรวมศูนย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อความร่วมมือข้ามพรมแดน<br />
&nbsp;<br />
กลไกการตรวจสอบรูปแบบนวัตกรรมที่ประสานความร่วมมือแบบข้ามหน่วยงาน นอกจากจะเป็นกรณีต้นแบบของไต้หวันแล้ว ยังเป็นการทลายกรอบจำกัดของโลกนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักธุรกิจและทีมงานวิจัยด้านการแพทย์อัจฉริยะ ทั้งในและต่างประเทศ จากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน จะสามารถช่วยส่งเสริมให้ไต้หวัน พัฒนาสู่ฐานนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะได้ในอนาคต]]></description></item><item><title><![CDATA[ไต้หวันเตรียมจัดตั้งสถาบันแผ่นวงจรพิมพ์ในไทย เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=274059]]></link><guid>274059</guid><pubDate>2025/08/26</pubDate><description><![CDATA[สำนักข่าว CNA วันที่ 25 ส.ค. 68<br />
&nbsp;<br />
ระยะที่ผ่านมา สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association, TPCA) ได้จัดพิธีการก่อตั้งสถาบัน PCB ในไทย โดยนายจางหยวนหมิง ผู้อำนวยการ TPCA คาดหวังที่จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชากา ร เพื่ออัดฉีดพลังขับเคลื่อนใหม่ๆ เข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย<br />
&nbsp;<br />
จากเนื้อความในรายงานจดหมายข่าว ผอ.จางฯ ได้ระบุไว้ว่า หลายปีมานี้ ผู้ประกอบการ PCB ของไต้หวัน มุ่งสร้างรากฐานธุรกิจในไทยอย่างกระตือรือร้น และมีความต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ TPCA นอกจากจะมุ่งผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันระดับอุดมศึกษาหลายแห่งในไทยแล้ว ยังได้จัดกิจกรรมจับคู่บุคลากร และจัดหลักสูตรออนไลน์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ ด้วยวิธีการที่เป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
ในระหว่างกิจกรรม TPCA ได้ร่วมแบ่งปันแผนแม่บททางความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและวิชาการ ที่จะมุ่งผลักดันในไทยในภายภาคหน้า พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของสถาบัน PCB ในไทย ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการบูรณาการทรัพยากรภาควิชาการ โดยหวงหย่าถิง ผู้จัดการระดับอาวุโสของบริษัท Unimicron Technology Corporation บริษัทผู้ผลิต PCB ยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ก็ได้เข้าร่วมชี้แจงสถานการณ์การว่าจ้างบุคลากรในไทยของผู้ประกอบการไต้หวัน และความต้องการด้านบุคลากร<br />
&nbsp;<br />
สมาคม TPCA แถลงว่า สถาบัน PCB ของไทย จะก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำคัญทางความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการของไต้หวัน - ไทย โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคต เราจะสามารถบ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ผ่านกลไกดังกล่าว เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[รมช.กต.ไต้หวันเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปีแห่งวันชาติสิงคโปร์]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=273803]]></link><guid>273803</guid><pubDate>2025/08/20</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 19 ส.ค. 68<br />
&nbsp;<br />
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายเก๋อเป่าเซวียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน ได้รับเชิญให้เข้าร่วม &ldquo;งานเลี้ยงฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปีแห่งวันชาติสิงคโปร์&rdquo; ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานการค้าสิงคโปร์ประจำกรุงไทเป (Singapore Trade Office in Taipei) ในโอกาสนี้ รมช.เก๋อฯ ได้ส่งมอบคำอวยพรให้แก่สิงคโปร์ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
รมช.เก๋อฯ ได้ส่งมอบคำอวยพรด้วยความจริงใจให้แก่รัฐบาลและภาคประชาชนชาวไต้หวัน และได้ร่วมแสดงความยินดีกับสิงคโปร์ที่จัดการเลือกตั้งในรูปแบบประชาธิปไตยแล้วเสร็จไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยรมช.เก๋อฯ เชื่อว่า ภายใต้การนำของ Mr. Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ สัมพันธไมตรีระหว่างไต้หวัน - สิงคโปร์ จะได้รับการมุ่งเสริมสร้างให้คงอยู่สืบไปอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่เดิมมากว่าระยะเวลา 60 ปี และเชื่อว่า ความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนแบบทวิภาคีจะยังคงได้รับการสืบสานให้คงอยู่อย่างมีเสถียรภาพยิ่งๆ ขึ้นไป<br />
&nbsp;<br />
รมช.เก๋อฯ กล่าวว่า ไต้หวันเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสิงคโปร์ ส่วนสิงคโปร์ก็เป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของไต้หวันเช่นกัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งสองฝ่ายเคยลงนาม &ldquo;ความตกลงการเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ (ASTEP)&rdquo; ร่วมกัน ส่งผลให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ทางความร่วมมือเฉกเช่นในปัจจุบัน เฉพาะในปีที่แล้ว มูลค่าการค้าแบบทวิภาคีได้สร้างยอดทะลุ 43,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะยังคงมุ่งบูรณาการทรัพยากรและข้อได้เปรียบของกัน ในการรุกขยายมิติความร่วมมือที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น ภายใต้แนวคิด &ldquo;การทูตเชิงบูรณาการ&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
Mr. Yip Wei Kiat ผู้อำนวยการสนง.การค้าสิงคโปร์ประจำกรุงไทเป กล่าวขณะปราศรัยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน &ndash; สิงคโปร์ นับวันยิ่งทวีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น และมีการแลกเปลี่ยนที่แนบชิดยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลงนาม &ldquo;ความตกลงว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน&rdquo; กับไต้หวันเป็นประเทศแรกๆ ซึ่งขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังเปิดการเจรจาอัปเดทความตกลงฉบับข้างต้น เพื่อที่จะลงนามต่ออายุสัญญากันต่อไป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภารกิจการลงนามที่จะเกิดขึ้นนี้ จะบรรลุผลสัมฤทธิ์โดยเร็ววัน<br />
&nbsp;<br />
สิงคโปร์เป็นหุ้นส่วนสำคัญของไต้หวัน ภายใต้ &ldquo;นโยบายมุ่งใต้ใหม่&rdquo; ของไต้หวัน โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดทั้งในด้านเศรษฐกิจ, การค้า, การศึกษา, การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เป็นต้น โดยในอนาคต กต.ไต้หวันจะยังคงมุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางความร่วมมือกับสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อจับมือกันส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในระดับภูมิภาค ให้คงอยู่สืบไปอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[กรมการท่องเที่ยวมุ่งผลักดันการท่องเที่ยวหลายมิติ เพื่อพิชิตเป้าหมายใหม่ของสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ไต้หวัน ที่ปัจจุบันแตะ 7 ล้านคนแล้ว]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=262786]]></link><guid>262786</guid><pubDate>2024/12/09</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงคมนาคม วันที่ 6 ธ.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
กรมการท่องเที่ยว สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เผยว่า จวบจนวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนไต้หวัน ตลอดปี พ.ศ. 2567 มีจำนวนทะลุ 7 ล้านคนครั้ง เห็นได้ชัดว่ามีการขยายตัวเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจากตัวเลขที่บันทึกไว้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ด้วยยอด 6.49 ล้านคนครั้ง และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่ไต้หวัน เป็นจำนวน 5.7 ล้านคนครั้ง ด้วยเหตุนี้ กรมการท่องเที่ยวจึงคาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่ไต้หวันตลอดช่วงเดือนธันวาคม จะขยายตัวเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ซึ่งขณะนี้ กรมการท่องเที่ยวได้เร่งใช้มาตรการการดึงดูดและประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ<br />
&nbsp;<br />
เมี่อวิเคราะห์จากข้อมูลสถิติของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่ไต้หวัน จะเห็นได้ว่า ชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบและนิยมเดินทางเยือนไต้หวันมากกว่าหนึ่งครั้ง ครองสัดส่วนเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยจำนวน 1.18 ล้านคนครั้ง รองลงมาคือจากฮ่องกง &ndash; มาเก๊า ที่มีจำนวน 1.16 ล้านคนครั้ง ส่วนเกาหลีใต้ มีจำนวน 900,000 คนครั้ง ในที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ได้รับอานิสงส์จากการเปิดเส้นทางบินและการเพิ่มเที่ยวบินของสายการบินไต้หวันในปีนี้ และการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ความปลอดภัยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในไต้หวันและการประชาสัมพันธ์รูปแบบพิเศษ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากสหรัฐฯ มีจำนวนสูงถึง 600,000 คนครั้ง กลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด &ndash; 19 เสียอีก<br />
&nbsp;<br />
หลังผ่านพ้นสถานการณ์โรคโควิด &ndash; 19 นานาประเทศทั่วโลกต่างก็มุ่งขยายตลาดการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างกระตือรือร้น นอกเหนือจากตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แล้ว ไต้หวันยังมุ่งขยายกระแสการท่องเที่ยวไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือและกลุ่มประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ แม้ว่าในปีนี้จะประสบกับข้อจำกัดที่เกิดจากผลกระทบด้านปริมาณการขนส่งในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ และปริมาณอุปทานที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ได้มากกว่ามาตรฐานเดิม แสดงให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์แบรนด์การท่องเที่ยวไต้หวัน เวอร์ชัน 3.0 ประกอบกับสิทธิประโยชน์พิเศษและมาตรการเงินรางวัลสนับสนุน เป็นแนวทางที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้กลับมาเยือนไต้หวันอีกครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;<br />
กรมการท่องเที่ยวชี้ว่า ในปี พ.ศ.2567 ได้มีการใช้กลยุทธ์การจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในต่างแดน ทั้งในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย เมืองมุมไบของอินเดีย กรุงปารีสของฝรั่งเศส และเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดา อีกทั้งจะมีการจัดตั้งสำนักงานย่อยเพื่อให้บริการด้านการท่องเที่ยวไต้หวัน (Taiwan Tourism Information Center, TTIC) ขึ้น ณ กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ ในวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขยายตลาดยุโรป ตลาดนโยบายมุ่งใต้ใหม่และตลาดมุสลิม อันจะเป็นการขยายเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความคึกคักในตลาดสหรัฐฯ และตลาดออสเตรเลีย กรมการท่องเที่ยวยังมีแผนจะจัดตั้ง TTIC ขึ้นในเมืองซีแอตเทิลและเมืองซิดนีย์ ในปี พ.ศ. 2568 ด้วย<br />
&nbsp;<br />
เพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ในตลาดนานาชาติอย่างเต็มที่ กรมการท่องเที่ยวจึงได้ส่งเสริมการจัดตั้งสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในทุกเขตพื้นที่ของสำนักงานบริหารอุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติทั่วไต้หวัน เพื่อยกระดับชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ และบังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เด่นชัดในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวสีเขียวที่ยั่งยืนของไต้หวันในต่างประเทศ นอกจากนี้ รางวัลสู่ความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก (2024 Green Destinations Top 100 Stories) ประจำปี พ.ศ. 2567 ได้ทำการประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก ซึ่งปรากฎว่า ไต้หวันมีแหล่งท่องเที่ยว 7 แห่งและผู้ประกอบการสีเขียว 2 ราย ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล ทำให้มีผู้ได้รับรางวัลมากที่สุดในรอบ 9 ปี นอกจากนี้ ไต้หวันยังสามารถคว้ารางวัลอันดับ 3 ของโลกในตลาดการท่องเที่ยวสำหรับชาวมุสลิมในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม (Non-OIC Destinations) และเป็นประเทศที่ครองอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียในดัชนีการท่องเที่ยวของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ รางวัล Leisure Lifestyle Awards ครั้งที่ 12 ประจำปี พ.ศ. 2567 ที่ประกาศโดย Global Traveler นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังของสหรัฐฯ เผยว่า ไต้หวันคว้ารางวัล &ldquo;สถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย&rdquo; มาครองได้สำเร็จอีกครั้ง โดยหลังจากนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงคมนาคม จะจับมือกับเทศบาลทุกพื้นที่ และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ในการส่งเสริมการขยายตลาดการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาและสร้างโอกาสให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไต้หวันต่อไป<br />
&nbsp;<br />
เพื่อพัฒนาไฮไลท์การท่องเที่ยว และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมูลค่าล้านล้านเหรียญ กรมมการท่องเที่ยวจึงได้เปิดตัวแบรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของไต้หวันด้วยกลยุทธ์ รวม 4 มิติ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเยือนไต้หวัน ประกอบด้วย การสร้างแบรนด์การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวรอบเกาะ การท่องเที่ยวแบบบูรณาการ และการยกระดับคุณค่าในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอัจฉริยะ ผสมผสานเข้ากับกระแสการพัฒนาที่ยั่งยืนและการยกระดับสู่ความเป็นดิจิทัล โดยหวังที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าล้านล้านเหรียญ ภายในปี พ.ศ. 2571]]></description></item><item><title><![CDATA[รองปธน.ไต้หวันให้การต้อนรับคณะตัวแทนสถาบันวิจัย Observer Research Foundation (ORF) พร้อมนี้ รมช.กต.ไต้หวัน ยังได้เข้าร่วม “การประชุมเสวนาไต้หวัน - อินเดีย ครั้งที่ 3” และจัดเลี้ยงต้อนรับคณะตัวแทน]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=261743]]></link><guid>261743</guid><pubDate>2024/11/15</pubDate><description><![CDATA[ทำเนียบประธานาธิบดีและกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 13 พ.ย. 67<br />
&nbsp;<br />
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 นางสาวเซียวเหม่ยฉิน รองประธานาธิบดี สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้ให้การต้อนรับ &ldquo;คณะตัวแทนสถาบันวิจัย Observer Research Foundation (ORF)&rdquo; โดยรองปธน.เซียวฯ ได้กล่าวต้อนรับคณะตัวแทนที่เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในไต้หวัน พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นทุกภาคส่วนมุ่งมั่นเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วน และความร่วมมือในเชิงลึกระหว่างไต้หวัน - อินเดีย ในอนาคตต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ในช่วงแรก รองปธน.เซียวฯ ในฐานะตัวแทนของผู้นำและรัฐบาลไต้หวัน ได้ให้การต้อนรับเหล่าอาคันตุกะที่เดินทางมาเยือนแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในไต้หวัน เพื่อร่วมอภิปรายแนวทางการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วน ระหว่างไต้หวัน &ndash; อินเดีย ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการแสวงหาความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพในระดับภูมิภาค<br />
&nbsp;<br />
โดย รองปธน.เซียวฯ ชี้ว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นเกียรติอย่างมากที่ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสเดินทางเยือนอินเดียบ่อยครั้ง อีกทั้งยังเคยเข้าร่วม &ldquo;การเสวนาเรซินา&rdquo; (Raisina Dialogue) ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไต้หวัน 2 ครั้ง พร้อมระบุว่า ตนรู้สึกประทับใจต่อวัฒนธรรมอินเดีย และคิดเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - อินเดีย มีศักยภาพทางความร่วมมือที่แฝงไว้อยู่มาก จึงคาดหวังที่จะเห็นทั้งสองฝ่ายร่วมร่วมแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างความร่วมมือแบบทวิภาคี ระหว่างสองฝ่ายในอนาคตต่อไป<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในช่วงเช้าของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 นายเถียนจงกวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วม &ldquo;การประชุมเสวนาไต้หวัน - อินเดีย ครั้งที่ 3&rdquo; ที่ร่วมจัดโดยสถาบันวิจัย ORF และ &ldquo;มูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน-เอเชีย&rdquo; (Taiwan-Asia Exchange Foundation, TAEF) แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของรัฐบาลไต้หวันที่ให้ความสำคัญ และความพร้อมในการมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิภาคี โดยนายเซียวซินหวง ประธาน TAEF Mr. Samir Saran ประธาน ORF และ Mr. Manharsinh Yadav ผู้อำนวยการสมาคมอินเดียในกรุงไทเป (ITA) ต่างก็เข้ามีส่วนร่วมในการอภิปรายเชิงลึกด้วย<br />
&nbsp;<br />
รมช.เถียนฯ กล่าวว่า หลายปีมานี้ ภายใต้การผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน &ndash; อินเดีย ได้รับการพัฒนาที่ดีในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยีและวัฒนธรรม รวมไปถึงการศึกษา ประกอบกับหลายปีมานี้ Mr. Narendra Modi นายกรัฐมนตรีอินเดีย ยังได้กล่าวถึงไต้หวันบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกัน อีกทั้งยังมีการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ขึ้นในเมืองมุมไบ เป็นต้น ประจวบกับในปีหน้านี้ (พ.ศ. 2568) เป็นวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนรัฐบาลขึ้นในดินแดนระหว่างกัน อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการไต้หวันที่ตั้งรากฐานธุรกิจในอินเดียมากถึง 250 ราย จึงส่งผลให้การแลกเปลี่ยนแบบทวิภาคี มีศักยภาพที่จะขยายตัวเพิ่มพูนขึ้นในอนาคต<br />
&nbsp;<br />
รมช.เถียนฯ ย้ำว่า ในฐานะที่เป็นประเทศประชาธิปไตย ไต้หวัน &ndash; อินเดียควรร่วมจับมือกันสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการ และความท้าทายด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม 2568 ที่รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ เตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ รมช.เถียนฯ จึงขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ไต้หวัน สหรัฐฯ และอินเดีย เร่งเสริมสร้างความร่วมมือแบบพหุภาคี นอกจากนี้ รมช.เถียนฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียสนับสนุนการฟื้นฟูเส้นทางบินตรงระหว่างไต้หวัน &ndash; อินเดีย ควบคู่ไปกับการร่วมพัฒนาและสร้างความสัมพันธ์ทางความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนของกลุ่มเยาวชนคลังสมอง<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา รมช.เถียนฯ ยังได้จัดเลี้ยงอาหารเพื่อต้อนรับคณะตัวแทนที่นำโดย Mr. Samir Saran พร้อมกล่าวว่า หลายปีมานี้ กต.ไต้หวันและ ITA ร่วมจัดเทศกาลแห่งแสงสว่าง (Diwali) ขึ้น ณ Taipei Guest House แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายที่นับวันยิ่งทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไต้หวันเป็นพลังแห่งความดีของโลก จึงยินดีที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ประชาคมโลกด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ &ldquo;โครงการกองทุนสานฝันเยาวชนในต่างแดนมูลค่าหมื่นล้านเหรียญ&rdquo; ที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เยาวชนชาวไต้หวัน ก้าวสู่เวทีนานาชาติเพื่อการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นเจ้าหน้าที่ของอินเดียให้ความร่วมมือในการผลักดันโครงการนี้<br />
&nbsp;<br />
อินเดียเป็นหุ้นส่วนสำคัญภายใต้ &ldquo;นโยบายมุ่งใต้ใหม่&rdquo; ไต้หวันจะมุ่งส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือแบบทวิภาคีในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเจริญสัมพันธไมตรี ร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโด &ndash; แปซิฟิก ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[ไต้หวัน - ไทย จับมือกันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีการบำบัดดินและน้ำบาดาล นอกจากนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวันส่งคณะเยือนประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนด้านการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและมลพิษทางเสียง]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=261310]]></link><guid>261310</guid><pubDate>2024/11/07</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 30 ต.ค. และ 6 พ.ย. 67<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;การสัมมนาว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการบำบัดดินและน้ำบาดาล ปี 2567&rdquo; ที่จัดขึ้นโดยสำนักบริหารสิ่งแวดล้อม กระทรวงสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment, MOENV) สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ของไทย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญไต้หวันจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ เข้าร่วมอภิปรายและแบ่งปันประสบการณ์ทางเทคโนโลยีการบำบัดดินและน้ำบาดาล ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกฎหมายและเทคโนโลยีของทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นการวางรากฐานความร่วมมือด้านการบริหารสิ่งแวดล้อมของทั้งสองประเทศในอนาคต<br />
&nbsp;<br />
นายหลิวรุ่ยเสียง รองอธิบดีกรมบริหารสิ่งแวดล้อม กล่าวขณะปราศรัยว่า ไต้หวัน &ndash; ไทยได้ประสานความร่วมมือกันในด้านการบริหารและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นระยะเวลาหลายปี โดยพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมุ่งผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการประชุมในครั้งนี้ ตลอดจนเป็นการวางรากฐานความร่วมมือในอนาคตให้แก่ทั้งสองฝ่ายต่อไป<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา &nbsp;เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 กระทรวงสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) จึงได้มอบหมายให้นายจางเกินมู่ รองอธิบดีกรมปกป้องคุณภาพอากาศและควบคุมเสียง นำคณะตัวแทนเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนกับอธิบดีกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ในประเด็นที่เกี่ยวกับการบริหารควบคุมมลพิษทางอากาศและมลพิษทางเสียง โดยเจ้าหน้าที่ไทยต่างรู้สึกความประทับใจต่อประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษของไต้หวัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะขยายขอบเขตการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ เพื่อซึมซับประสบการณ์จากผลสัมฤทธิ์ของไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
MOENV แถลงว่า ทางกระทรวงฯ จะพุ่งเป้าไปที่ประเด็นปัญหาการบริหารควบคุมมลพิษทางเสียงและมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไทยกำลังประสบอยู่ โดยเจ้าหน้าที่กรมสภาพแวดล้อมชั้นบรรยากาศ ได้รวบรวมประสบการณ์การแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จ พร้อมจัดส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปร่วมแบ่งปันและหารือเพื่อให้ไทยได้นำไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;<br />
MOENV ชี้แจงว่า จากการแลกเปลี่ยนเชิงลึกกับกรมควบคุมมลพิษของไทยในครั้งนี้ เชื่อว่าในอนาคตจะสามารถเสริมสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือในภารกิจการป้องกันมลพิษทางอากาศในภูมิภาคเอเชีย ทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาคมโลก เพื่อร่วมสร้างความร่วมมือในรูปแบบที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ด้วยการร่วมปรับปรุงคุณภาพอากาศในภูมิภาคให้ดีขึ้นโดยเร็ววัน]]></description></item><item><title><![CDATA[รายการวิทยุที่จัดโดยสตม.ไต้หวัน ภายใต้ชื่อ The Power of New Immigrants จะออกอากาศเร็วๆนี้  รมว.มหาดไทยย้ำ จะจูงมือและเคียงข้างผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ก้าวไปข้างหน้า]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=260257]]></link><guid>260257</guid><pubDate>2024/10/16</pubDate><description><![CDATA[สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วันที่ 15 ต.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย (Ministry of the Interior, MOI) สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการวิทยุสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชื่อ &ldquo; The Power of New Immigrants&rdquo; ณ สถานีวิทยุตำรวจ (Police Broadcasting Service, PBS) วิทยุกระจายเสียงพิทักษ์สันติราษฎร์ โดยมีนางหลิวซื่อฟาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกสภานิติบัญญัติ อาทิ นางหลัวเหม่ยหลิงและนางม่ายอวี้เจิน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตัวแทนรัฐบาลต่างประเทศที่ประจำการในไต้หวัน อาทิ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงกลุ่มองค์กรผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หลายแห่งก็จัดส่งตัวแทนเข้าร่วมด้วย &nbsp;รมว.หลิวฯ กล่าวว่า เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ปรับตัวเข้ากับสังคมในไต้หวันได้อย่างราบรื่น รายการวิทยุใหม่ที่จัดขึ้นเพื่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่โดยเฉพาะนี้ จะออกอากาศทางคลื่น FM 104.9 ของสถานีวิทยุ PBS ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ทุกวันศุกร์ - เสาร์ เวลา 14:00 น. จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมรับฟังและติดตามข้อมูลสำคัญ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ไปพร้อมๆ กัน<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลิวฯ ระบุว่า หลังการประกาศบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ MOI ก็ได้จัดมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของสิทธิการเข้าถึงสื่อสำหรับกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ได้กำชับให้ สตม. พิจารณาความเหมาะสมจากมุมมองของกลุ่มผู้รับสาร พร้อมมอบหมายให้สถานีวิทยุ Radio Taiwan International หรือ RTI ซึ่งเป็นสถานีวิทยุแห่งชาติของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ผลิตรายการวิทยุเพื่อกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบใหม่ ด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายต้องเผชิญในการใช้ชีวิตที่ไต้หวัน อาทิ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความคุ้นชินทางวัฒนธรรม และความต้องการในวิถีชีวิตประจำวัน ผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายแสวงหาความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องอย่างทันท่วงที เมื่อเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทาย นอกจากนี้ รมว.หลิวฯ ยังได้ประกาศล่วงหน้าว่า รายการข้างต้นจะร่วมนำเสนอประเพณีดั้งเดิมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของไต้หวัน อย่างพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ที่เตรียมจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2568 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทุกคนทำความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตในไต้หวันมากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลิวฯ แบ่งปันว่า รายการวิทยุสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ออกอากาศด้วยเวลาเพียง 15 นาที และจะจัดทำในรูปแบบ Podcast อัปโหลดขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และบุตรผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รุ่นที่ 2 จึงจะมีการเชิญผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เข้าร่วมและศึกษาขั้นตอนการจัดทำรายการ อาทิ การเชิญกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการคู่ และเข้าเยี่ยมชมห้องอัดเสียง สัมผัสกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการอัดรายการวิทยุ โดยหวังว่าจะสามารถบ่มเพาะบุคลากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหรือบุตรผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รุ่นที่ 2 ให้แก่วงการสื่อมวลชน<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลิวฯ เน้นย้ำว่า กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และบุตรผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รุ่นที่ 2 เป็นพลังใหม่ของไต้หวันที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง จึงหวังที่จะสร้างสรรค์รายการวิทยุที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สร้างหลักประกันให้กลุ่มเป้าหมายได้รับ &ldquo;สิทธิในการรับรู้&rdquo; เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของข้อมูลข่าวสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเติบโตเคียงคู่ไปกับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทุกคน<br />
&nbsp;<br />
งานแถลงข่าวในครั้งนี้ได้เชิญ Mr. Mario Subeldia ศิลปินผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวฟิลิปปินส์ เข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะวาดทราย ในหัวข้อ &ldquo;ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน&rdquo; ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานอย่างกึกก้อง ทำให้บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างครึกครื้น]]></description></item><item><title><![CDATA[การประชุมหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ด้านการลงทุน ไต้หวัน – อาเซียน – อินเดีย ประจำปี พ.ศ. 2567 เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนด้านการลงทุน สร้างความยืดหยุ่นในการวางรากฐานธุรกิจที่หลากหลาย]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=256832]]></link><guid>256832</guid><pubDate>2024/08/07</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 6 ส.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการลงทุน กระทรวงเศรษฐการ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้จัด &ldquo;การประชุมหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ด้านการลงทุน ไต้หวัน &ndash; อาเซียน &ndash; อินเดีย ประจำปี พ.ศ. 2567&rdquo; โดยได้เชิญผู้แทนของหน่วยงานด้านการลงทุนจาก 6 ประเทศเดินทางมาเข้าร่วม ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม พร้อมนี้ ยังเชิญเจ้าหน้าที่บริษัท Boston Consulting Group เข้าร่วมบรรยายในหัวข้อพิเศษ ซึ่งสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมได้เป็นจำนวนกว่า 300 คน ส่งผลให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างคึกคักเป็นอย่างมาก<br />
&nbsp;<br />
นายเฉินเจิ้งฉี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ จีนถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในระดับสากล แต่ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลกขึ้นใหม่ ทำให้ฐานการผลิตค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปสู่กลุ่มประเทศอาเซียนและอินเดีย โดยสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์ ในปี พ.ศ. 2567 จะเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 4.8 และอินเดียจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 เห็นได้ชัดว่า ประเทศเอเชียอาคเนย์และอินเดีย ได้กลายเป็นไฮไลท์สำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับโลกแล้ว โดยในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ผู้ประกอบการไต้หวันถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากมองในแง่การลงทุน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้การลงทุนในกลุ่มประเทศนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของผู้ประกอบการไต้หวัน มีความคึกคักเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยมูลค่าการลงทุนของไต้หวันในกลุ่มประเทศมุ่งใต้ใหม่เฉพาะในปี พ.ศ. 2566 คิดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนในต่างประเทศของไต้หวันมากกว่าร้อยละ 20 ด้วย<br />
&nbsp;<br />
รมช.เฉินฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเศรษฐการให้ความสำคัญกับการลงทุนของผู้ประกอบการไต้หวันในกลุ่มประเทศมุ่งใต้ใหม่มาเป็นเวลานาน หากพิจารณาถึงประเภทอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการด้านชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ทยอยเข้าลงทุนในเวียดนามกันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดเป็น Cluster ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเวียดนามแล้ว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการแผงวงจรไฟฟ้าระดับแนวหน้าใน 10 อันดับแรกของไต้หวัน ยังได้ทยอยวางรากฐานธุรกิจสู่ไทยและเวียดนาม นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ซึ่งคาดว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็จะเจริญรอยตามในการเข้าลงทุนยังต่างประเทศด้วยเช่นกัน<br />
&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ไต้หวันได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยหลักประกันด้านการลงทุนฉบับใหม่กับฟิลิปปินส์ อินเดีย เวียดนามและไทยแล้ว พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะแก้ไขปรับปรุงความตกลงว่าด้วยหลักประกันด้านการลงทุนที่มีอยู่เดิมกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อเป็นการส่งเสริมความยืดหยุ่นของผู้ประกอบการไต้หวัน ในการวางรากฐานไปสู่ต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการปกป้องสิทธิด้านการลงทุนของผู้ประกอบการไต้หวัน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการลงทุนกับนานาประเทศ<br />
&nbsp;<br />
ในส่วนของการบรรยาย Mr. Kevin Wu หุ้นส่วนของบริษัท BCG ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสถานการณ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ได้กล่าวระหว่างการประชุมว่า เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของแผนแม่บททางการค้าระหว่างประเทศในอนาคต กลุ่มประเทศอาเซียนและอินเดีย จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขยายตัวของการค้าโลก ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ของโลกได้ลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์แล้วกว่า 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยขอบเขตการลงทุน ประกอบด้วย การเพิ่มกำลังการผลิต การเข้าสู่ตลาด / การควบรวมตลาด การเปิดตัวสินค้าใหม่และบริการรูปแบบใหม่ เป็นต้น พร้อมคาดการณ์ว่า อีก 10 ปีหลังจากนี้ กลุ่มประเทศอาเซียนและอินเดีย จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก จึงชี้แนะให้ผู้ประกอบการไต้หวันใช้ข้อได้เปรียบของกลุ่มประเทศเป้าหมาย จัดตั้งรูปแบบความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์แก่กัน และคำนึงถึงข้อได้เปรียบทางความแตกต่างในระบบห่วงโซ่คุณค่าของภาคธุรกิจ ควบคู่กับการจัดตั้งแผนปฏิบัติการในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว<br />
&nbsp;<br />
เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการเข้าลงทุนและแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ หน่วยงานด้านการลงทุนจากนานาประเทศที่เข้าร่วมต่างทยอยนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมหลักของประเทศตน และนำเสนอข้อได้เปรียบในการวางรากฐานอุตสาหกรรม และทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ด้วย<br />
&nbsp;<br />
ระหว่างการประชุม นายวรกาญจน์ โกศลพิศิษฐ์กุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้บรรยายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ที่รัฐบาลไทยมุ่งผลักดันตลอดระยะที่ผ่านมา เพื่อดึงดูดให้ผู้ประกอบการไต้หวันเข้าลงทุนในประเทศไทย โดย BOI ได้จัดสรรกลไกความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องไว้อย่างครอบคลุม อาทิ การเดินทางไปสำรวจนิคมอุตสาหกรรม การอำนวยความสะดวกในเรื่องการยื่นขออนุมัติ และการแก้ปัญหาบุคลากร เป็นต้น พร้อมทั้งแนะนำผู้ประกอบการไต้หวันลงทุนตั้งโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจในกฎระเบียบทางกฎหมายและขั้นตอนการขออนุมัติด้านการลงทุน ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการเข้าลงทุนของกลุ่มผู้ประกอบการต่อไป<br />
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างผกผัน กรมส่งเสริมการลงทุนจะมุ่งบูรณาการทรัพยากร เช่น &ldquo;ช่องบริการการลงทุนไต้หวัน&rdquo; (Taiwan Desk) และหน่วยงานไต้หวันที่ประจำการในต่างประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการไต้หวันในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการวางรากฐานการลงทุนในต่างประเทศ เช่น การจัดตั้งกลไกการให้คำปรึกษาและการเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงทรัพยากร การจัดการประชุมรูปแบบไฮบริด ทั้งการประชุมในสถานที่จริงและรูปแบบออนไลน์ รวมถึงการจัดคณะตัวแทนเดินทางไปสำรวจพื้นที่เพื่อการลงทุน เป็นต้น &nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[เผยผลการสำรวจแนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนไต้หวัน กำลังซื้อฟื้นตัวขึ้นร้อยละ 60 ของช่วงก่อนสถานการณ์โควิด – 19 นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้กำลังซื้อแข็งแกร่งที่สุด]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=256789]]></link><guid>256789</guid><pubDate>2024/08/06</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงคมนาคม วันที่ 1 ส.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
จากรายงานผลการสำรวจแนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนไต้หวัน ในช่วงหลังยุคโควิด &ndash; 19 นักท่องเที่ยวที่เยือนไต้หวันได้รับอิทธิพลจากสื่อโซเชียลและการบอกต่อ ส่งผลให้ตัดสินใจภายในระยะเวลาอันสั้น และเลือกที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวแบบอิสระเพิ่มมากขึ้น กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ได้รับการดึงดูดจากอาหารเลิศรสในท้องถิ่น และสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์คในพื้นที่ทางตอนเหนือของไต้หวัน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการสัมผัสประสบการณ์ มากกว่าการชอปปิ้งทั่วไป จึงจะเห็นได้ว่า กำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายลดลง แต่จำนวนวันที่พำนักในไต้หวันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกำลังซื้อในภาพรวมได้ฟื้นตัวขึ้นร้อยละ 60 ของช่วงก่อนสถานการณ์โควิด &ndash; 19<br />
&nbsp;<br />
ในปี พ.ศ. 2566 กรมการท่องเที่ยวมุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่าน &ldquo;ความยั่งยืน&rdquo; และ &ldquo;ดิจิทัล&rdquo; ควบคู่กัน โดยในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จัดสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และการให้บริการในรูปแบบนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการมุ่งประชาสัมพันธ์ &ldquo;แผนเพิ่มการดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ&rdquo; ด้วยการสังเกตพฤติกรรมความชื่นชอบของกลุ่มเป้าหมายและการผลักดันในรูปแบบพิเศษ ผสมผสานเข้ากับมาตรการต่างๆ อย่างการจัดนิทรรศการการท่องเที่ยวในต่างประเทศ การโฆษณาในรูปแบบดิจิทัล การจัดทำสื่อโฆษณากลางแจ้ง และการเพิ่มการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียล เพื่อวัตถุประสงค์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งตลอดทั้งปี พ.ศ. 2566 ยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนไต้หวัน มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 6.49 ล้านคนครั้ง และยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีมูลค่าสูงถึง 8,661 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 26.98 ล้านเหรียญไต้หวัน)<br />
&nbsp;<br />
ตลอดปีพ.ศ 2566 ยอดการใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนไต้หวัน อยู่ที่ประมาณวันละ 180.67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 7.78 เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้จ่ายเพื่อชอปปิง ลดลง16.59 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณร้อยละ 32.06) ในขณะที่การใช้จ่ายด้านความบันเทิงเพิ่มสูงขึ้น 5.37 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวขึ้นกว่าร้อยละ 89.05 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มนักท่องเที่ยว หันมาให้ความสำคัญกับการสัมผัสประสบการณ์ในระหว่างการเดินทางเพิ่มขึ้น และลดทอนการชอปปิงที่ไม่จำเป็นลง<br />
&nbsp;<br />
หลังยุคโควิด &ndash; 19 ตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมายมุ่งใต้ใหม่ ครองสัดส่วนมากสุดที่ร้อยละ 37 ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ไต้หวันประมาณ 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ<br />
&nbsp;<br />
ในปี พ.ศ.2566 กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนไต้หวัน มักจะเลือกเดินทางในรูปแบบอิสระ ซึ่งครองสัดส่วนร้อยละ 88 ขยายตัวขึ้นร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2562 แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวใส่ใจในการท่องเที่ยวรูปแบบกลุ่มย่อยที่คำนึงถึงมาตรการป้องกันโรคระบาด<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;อาหารเลิศรสและอาหารทานเล่นในท้องถิ่น&rdquo; และ &ldquo;สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ&rdquo; เป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเยือนไต้หวัน และยังคงมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นทุกปี นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้ผลักดัน &ldquo;มิชลินไกด์&rdquo; (MICHELIN Guide) ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาลิ้มรสความอร่อยในไต้หวัน พร้อมทั้งสัมผัสกับไมตรีจิตในผืนแผ่นดินนี้<br />
&nbsp;<br />
อัตราความพึงพอใจในภาพรวมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไต้หวัน สูงถึง 97% โดยการท่องเที่ยวแบบสัมผัสประสบการณ์ในทุกรายการ ต่างได้รับความพึงพอใจในระดับสูง โดยเกณฑ์การประเมินที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ ความเป็นมิตรของชาวไต้หวัน การคมนาคมภายในประเทศที่สะดวกสบาย ความปลอดภัยทางสังคมและสภาพแวดล้อมด้านนันทนาการที่ปลอดภัย]]></description></item><item><title><![CDATA[กต.ไต้หวันแสดงความยินดีที่รัฐบาลไทยยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวไต้หวัน]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=255740]]></link><guid>255740</guid><pubDate>2024/07/15</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 12 ก.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2567 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติอนุมัติมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา(Free Visa) ให้แก่นักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงไต้หวันด้วย และจะสามารถพำนักในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย ได้ออกประกาศว่า มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราข้างต้นจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ของปีนี้เป็นต้นไป โดยมาตรการดังกล่าวนี้จะเข้ามาแทนที่มาตรการฟรีวีซ่าแบบชั่วคราวที่รัฐบาลไทยได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีได้กำหนดให้พำนักในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง ก็มีการขยายระยะเวลาออกไปเป็นไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง และหากมิได้มีการประกาศยกเลิก มาตรการข้างต้นนี้ก็จะมีผลบังคับใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ขอแสดงความรู้สึกยินดีด้วยใจจริง<br />
&nbsp;<br />
การยกระดับความสะดวกในการเดินทางเยือนต่างประเทศของประชาชนชาวไต้หวัน เป็นภารกิจที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตัวแทนรัฐบาลในต่างแดน ประเทศไทยถือเป็นประเทศหุ้นส่วนสำคัญใน &ldquo;นโยบายมุ่งใต้ใหม่&rdquo; ของไต้หวัน และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศยอดนิยมของชาวไต้หวัน ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - ไทย มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างคึกคักในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและการเกษตร เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
กต.ไต้หวันยังได้กำชับให้ประชาชนให้ความเคารพต่อกฎระเบียบในพื้นที่ ในระหว่างที่พำนักอาศัยในประเทศไทย และระมัดระวังความปลอดภัยของตนเอง หากมีเรื่องด่วนที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของสำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันในประเทศไทยที่ +66-81-666-4006 (หรือเบอร์โทรภายในประเทศไทย：081-666-4006) หรือให้ญาติมิตรติดต่อมายัง &ldquo;ศูนย์ติดต่อประสานงานเร่งด่วนของกต.ไต้หวัน&rdquo; ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์: 0800-085-095 เพื่อขอรับความช่วยเหลือที่จำเป็น<br />
&nbsp;<br />
ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - ไทย : จากรายงานสถิติของกรมศุลกากรไทย พบว่า ในปี พ.ศ. 2566 มูลค่าการค้าระหว่างไทย &ndash; ไต้หวัน มีมูลค่าสูงถึง 21,401 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าจากไต้หวันของไทยคิดเป็นมูลค่า 16,604 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.41 เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยไต้หวันเป็นแหล่งนำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทย สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้า ได้แก่ วงจรรวม (IC) และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) สำหรับการส่งออกจากไทยสู่ไต้หวัน มีมูลค่า 4,797 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตขึ้นร้อยละ 1.65 จากปี 2565 ไต้หวันเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 15 ของไทย โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ วงจรรวม (IC) เครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์หน่วยความจำ เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
ในด้านการลงทุน จากรายงานของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย พบว่า ในปี 2566 ผู้ประกอบการไต้หวันได้รับการอนุมัติเข้าลงทุนในไทยเป็นจำนวน 94 โครงการ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 1,323 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าจะเป็นสัดส่วนที่น้อยลงจากปีที่แล้วร้อยละ 2.45 แต่ยังถือเป็นแหล่งเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทย นอกจากนี้ จากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไต้หวัน นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2495 เป็นต้นมา จนถึงเดือนธ.ค. 2566 มูลค่าการลงทุนจากไทยในไต้หวัน มียอดสะสมรวม 1,216 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทั้งหมด 486 โครงการ ซึ่งเฉพาะในปี 2566 มูลค่าการลงทุนจากไทยในไต้หวันก็ได้รับการอนุมัติเป็นมูลค่ารวม12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 29 โครงการ<br />
&nbsp;<br />
นอกจากผู้ประกอบการไต้หวันจะเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยาง เหล็กและปิโตรเคมีแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมการผลิตของผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งครอบคลุมถึง การเพาะเลี้ยงปลาและกุ้ง สิ่งทอ เครื่องจักรกล สินค้านำเข้า - ส่งออก เครื่องประดับ และอาหารแปรรูป เป็นต้น เห็นได้ชัดว่า ในปัจจุบันการลงทุนของไต้หวันได้เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น สินค้าเกษตร สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ สินแร่ที่มิใช่โลหะ และผลิตภัณฑ์โลหะ มาเป็นการให้บริการทางการเงินหรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แล้ว<br />
&nbsp;<br />
ในด้านแรงงาน ตราบจนปี 2566 มีแรงงานไทยในไต้หวัน จำนวน 67,939 คน ส่วนมากเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไต้หวัน - ไทย ยังได้หมุนเวียนจัดการประชุมหารือกิจการแรงงานแบบทวิภาคีอยู่เป็นประจำ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ให้ความสนใจร่วมกัน<br />
&nbsp;<br />
ในด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวไต้หวันที่เดินทางไปท่องเที่ยวในไทย ในช่วงก่อนสถานการณ์โรคโควิด - 19 มีจำนวนประมาณ 830,000 คนต่อปี ส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเยือนท่องเที่ยวในไต้หวัน มีจำนวน 410,000 คนต่อปี โดยในปี 2566 ยอดนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่เดินทางท่องเที่ยวในไทย มีจำนวนกว่า 770,000 คน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเยือนไต้หวันมีจำนวน 390,000 คน จึงจะเห็นได้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวได้กลับมาอยู่ในจำนวนที่ใกล้เคียงตามเดิม ในสัดส่วนร้อยละ 94<br />
&nbsp;<br />
ในภาคการเกษตร ไต้หวัน &ndash; ไทยยังได้ประสานความร่วมมือกันในด้านการเกษตรอย่างใกล้ชิด อันจะเห็นได้จากการที่ทั้งสองฝ่ายหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางการเกษตร ระหว่างไต้หวัน - ไทย นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์ทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการผลิตเชิงการเกษตรของ &ldquo;มูลนิธิโครงการหลวง&rdquo; ของไทย ซึ่งสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยที่พำนักอาศัยในพื้นที่เขตภูเขาทางภาคเหนือของไทย ตราบจนปัจจุบัน ความร่วมมือแบบทวิภาคีได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว และมีผลสัมฤทธิ์ที่เด่นชัด พร้อมทั้งมีการนำประสบการณ์ความร่วมมือทางการเกษตรข้างต้น ไปต่อยอดในการให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรในเขตภูเขาของประเทศอื่น เช่น ลาว เวียดนาม และภูฏาน ด้วย]]></description></item><item><title><![CDATA[การฝึกอบรมเยาวชนเกษตรฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 3 แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ด้านความร่วมมือทางการเกษตรระหว่างไต้หวัน – ฟิลิปปินส์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=255586]]></link><guid>255586</guid><pubDate>2024/07/11</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการเกษตร วันที่ 9 ก.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 &nbsp;นักศึกษาฝึกงานชาวฟิลิปปินส์ ชุดที่ 3 ได้เสร็จสิ้นหลักสูตรการฝึกอบรมในฟาร์มเกษตรของไต้หวันแล้ว กระทรวงเกษตร (Ministry of Agriculture, MOA) สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) จึงได้จัดพิธีจบหลักสูตร และมีการชี้แจงผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่ ที่ผลักดันโดยหน่วยงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อฟาร์มเกษตรทั่วไต้หวันที่ให้ความร่วมมือ และหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในครั้งนี้ ขณะเดียวกัน เป็นการให้กำลังใจแก่เหล่านักศึกษาฝึกงานที่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม หลังเดินทางกลับฟิลิปปินส์แล้วจะนำประสบการณ์และทักษะด้านการเกษตรที่ได้จากฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในการสร้างธุรกิจของตนเอง&nbsp; อันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านการเกษตรในมาตุภูมิ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายต่อไป<br />
&nbsp;<br />
MOA แถลงว่า ไต้หวันได้ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงในโครงการเปิดรับเยาวชนเกษตรเข้าฝึกงานในไต้หวัน ร่วมกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา แต่เคยระงับไปช่วงหนึ่งเพราะผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด &ndash; 19 และได้กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2564 ตราบจนปัจจุบัน มีชาวต่างชาติเดินทางมาฝึกงานในฟาร์มเกษตรทั่วไต้หวันแล้ว จำนวน 392 คน เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตรผ่าน &ldquo;การลงมือปฏิบัติ&rdquo; และเพื่อเป็นการบรรเทาความต้องการด้านกำลังแรงงานที่เหมาะสมของฟาร์มเกษตรในไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
MOA ชี้แจงว่า ในจำนวนนักศึกษาฝึกงานชาวฟิลิปปินส์ 77 คนที่เคยเดินทางเยือนไต้หวัน ในจำนวนนี้ มี 19 รายที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลฟิลิปปินส์เพื่อช่วยเหลือในการสร้างธุรกิจของตนเอง และมี 50 คนที่ยังคงมุ่งมั่นเข้าร่วมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าศึกษาต่อในคณะเกษตรศาสตร์ การจัดตั้งสถานีทดลองและสังเกตการณ์เชิงการเกษตร การสวมบทบาทเป็นผู้นำในชุมชน การเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมนักธุรกิจเยาวชนเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ จากรายงานผลการสำรวจที่ผ่านมา พบว่า กว่าร้อยละ 90 ของเนื้อหาหลักสูตรการฝึกอบรมที่กำหนดโดยผู้ประกอบการฟาร์มเกษตร มีความสอดคล้องกับโครงการ อีกทั้งบรรดาผู้ประกอบการต่างแสดงเจตจำนงที่จะเข้าร่วมในโครงการฝึกอบรมเช่นนี้ต่อไป เนื่องจากมีส่วนช่วยในการบรรเทาความต้องการด้านแรงงาน แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้อย่างเด่นชัด<br />
&nbsp;<br />
MOA ระบุว่า เยาวชนต่างชาตินอกจากจะได้เรียนรู้ทักษะการบริหารและเทคโนโลยีทันสมัยในฟาร์มเกษตรของไต้หวันแล้ว ยังเป็นการอัดฉีดพลังความสดใสและความรู้ความเชี่ยวชาญให้แก่ภาคการผลิตทางการเกษตรของไต้หวันอีกด้วย โดยในอนาคต ไต้หวันจะยังคงเสริมสร้างความร่วมมือทางการเกษตรกับกลุ่มประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ควบคู่ไปกับการมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระยะยาวในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตร และการบ่มเพาะบุคลากร ผ่านการบูรณาการทางการศึกษาและการปฏิบัติจริง ซึ่งนอกจากจะมีส่วนช่วยพัฒนาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนมิตรภาพและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ระหว่างสองประเทศอีกด้วย]]></description></item><item><title><![CDATA[MOEA ชวน SMEs ขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจด้านการแพทย์อัจฉริยะและวัสดุเครื่องมือแพทย์ ระหว่างไต้หวัน – มาเลเซีย]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=480&post=255049]]></link><guid>255049</guid><pubDate>2024/07/02</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 1 ก.ค. 67<br />
&nbsp;<br />
เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการแพทย์อัจฉริยะและวัสดุเครื่องมือแพทย์ ขยายตลาดสู่มาเลเซีย สำนักงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐการ (MOEA) สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และกระทรวงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และสหกรณ์ของมาเลเซีย (Ministry of Entrepreneurship and Cooperative Development, MEDAC) จึงได้ร่วมมือกันจัดการประชุมและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ เพื่อร่วมสำรวจตลาดการแพทย์อัจฉริยะและวัสดุการแพทย์ของมาเลเซีย ในวันที่ 4 ก.ค. และ 11 ก.ค. ที่จะถึงนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กฎระเบียบ แนวโน้มและทรัพยากรภาครัฐในเชิงการตลาดของอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะของมาเลเซีย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนและจับคู่ทำธุรกิจกับผู้ประกอบการมาเลเซีย<br />
&nbsp;<br />
กิจกรรมในครั้งนี้มีกำหนดการเปิดฉากขึ้นในวันที่ 4 ก.ค. 67 โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐฝ่ายมาเลเซียจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาการพาณิชย์และสหกรณ์ ส่วนเจ้าหน้าที่ภาครัฐฝ่ายไต้หวันเป็นตัวแทนจากสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ คณะทำงานด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology and Pharmaceutical Industries Promotion Office) ภายใต้การกำกับของกระทรวงเศรษฐการ และสำนักงานบัญชี PricewaterhouseCoopers Taiwan โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มตลาดของอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญต่อความต้องการในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมในส่วนของกฎระเบียบด้านการจัดจำหน่ายสินค้าในตลาด กฎระเบียบการนำเข้า แนวโน้มการตลาด โอกาสทางธุรกิจและทรัพยากรของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้ประกอบการไต้หวันจะประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยังมาเลเซีย<br />
&nbsp;<br />
สำหรับในงานจับคู่ธุรกิจรูปแบบออนไลน์ในวันที่ 11 ก.ค. 67 เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกับหุ้นส่วนทางความร่วมมือที่เปี่ยมศักยภาพ ซึ่งขณะนี้ได้เชิญบริษัท UWHM , BACTIGUARD บริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และเป็นสมาชิกของสมาคมอุตสาหกรรมการแพทย์มาเลเซีย (Association of Malaysian Medical Industries, AMMI) และตัวแทนจำหน่ายอย่าง ZIWELL MEDICAL มาเข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งในระหว่างนี้ จะจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจกันแบบตัวต่อตัว เพื่อทำความเข้าใจกับอุปสงค์ &ndash; อุปทานของทั้งสองฝ่าย และสำรวจโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อไปในอนาคต ตลอดจนเพื่อกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อและมีโอกาสสร้างความร่วมมือที่มากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;<br />
สนง.SMEs ชี้ว่า ได้มีการจัดการประชุมเจ้าหน้าที่ภาครัฐร่วมกับ MEDAC เป็นประจำทุกปี โดยทั้งสองฝ่ายจะมีการอภิปรายเพื่อกำหนดประเด็นความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างไต้หวัน - มาเลเซีย เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุและเครื่องแพทย์เป็นพิเศษ จึงได้ทุ่มงบประมาณเพื่อผลักดันการแพทย์เชิงดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ซึ่งตลาดการแพทย์อัจฉริยะเป็นอุตสาหกรรมที่เปี่ยมด้วยศักยภาพขั้นสูง โดยรัฐบาลมาเลเซียมีความสนใจต่อแผนโซลูชันด้านการแพทย์เชิงประยุกต์แบบสหวิทยาการที่หลากหลายของไต้หวัน จึงได้กำหนดให้ประเด็นเกี่ยวกับการแพทย์อัจฉริยะและวัสดุเครื่องมือแพทย์เป็นหัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs ของไต้หวัน สามารถขยายตลาดมาเลเซียได้อย่างราบรื่นต่อไป]]></description></item></channel></rss>