<?xml version="1.0"?><rss version="2.0"><channel><title><![CDATA[ศูนย์ข้อมูลนโยบายมุ่งใต้ใหม่ - ข่าวสำคัญของรัฐบาล]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/]]></link><description><![CDATA[RSS]]></description><language><![CDATA[NSPP_ภาษาไทย]]></language><image><title><![CDATA[ศูนย์ข้อมูลนโยบายมุ่งใต้ใหม่ - ข่าวสำคัญของรัฐบาล]]></title><url><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/images/__LOGO.svg]]></url><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/]]></link></image><item><title><![CDATA[เมื่อการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรประสบผลสำเร็จ และเศรษฐกิจมีการขยายตัวเติบโตอย่างมั่นคง การมุ่งเน้นจึงพลิกจากการตั้งรับไปสู่แนวทางเชิงรุกมากขึ้น ในปี 2026 รมว.กระทรวงเศรษฐการเผยนโยบายสำคัญ 5 ประการ]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281448]]></link><guid>281448</guid><pubDate>2026/02/09</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 5 ก.พ. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) ได้จัดงานแถลงข่าววาระสุดท้ายประจำปี โดยนายก่งหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ได้ชี้แจงต่อประเด็นสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม โดยระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไต้หวันได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมด้าน AI ทั่วโลก สำนักงานสถิติบัญชีกลาง ภายใต้สภาบริหาร ได้คาดการณ์ไว้ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไต้หวันจะสูงแตะ 8.63% ทุบทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของไต้หวันก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.35% ประกอบกับค่าครองชีพที่ได้รับการบริหารควบคุมไว้ในเกณฑ์ดีอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp; ประกอบกับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไต้หวัน ก็ได้ปรับสู่ตัวเลข 1.66% ต่อปี อนึ่ง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI จะยังคงช่วยกระตุ้นอุปสงค์ด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่า อัตราการส่งออกจะสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 660,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการประเมินคาดการณ์ล่าสุดในปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 4% ขึ้นไป โดยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) ได้กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ที่ 4.56% ซึ่งแซงหน้าประเทศรายรอบอย่าง ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยคาดการณ์ว่า GDP ต่อหัวของภาคประชาชนชาวไต้หวัน จะสร้างยอดสูงถึง 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ<br />
&nbsp;<br />
ในอนาคต เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกอย่างเหมาะสม MOEA จึงได้ยื่นเสนอ 5 นโยบาย ดังนี้ : &ldquo;การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม&rdquo; , &ldquo;การผลักดันอุตสาหกรรมแห่งความไว้วางใจ 5 ด้าน&rdquo; , &ldquo;การส่งมอบความช่วยเหลืออุตสาหกรรมดั้งเดิมและผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการยกระดับเปลี่ยนผ่าน&rdquo; , &ldquo;การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน&rdquo; และ &ldquo;การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการผลิตภาพรวมของไต้หวัน อยู่ที่ 10,037,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะสูงแตะ 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สร้างมูลค่าสูงสุดที่ 6,838,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในอนาคต จะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีซิลิคอนโฟโตนิกส์ พร้อมทั้งขยายขอบเขตทางความร่วมมือกับผู้ประกอบการนานาชาติ เพื่อสร้างเสริมให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เกิดความครอบคลุมสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และสายการผลิตนำร่องสำหรับกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การบรรจุภัณฑ์และชิปเซนเซอร์ เพื่อย่นระยะเวลาในการพิสูจน์ตรวจสอบ<br />
&nbsp;<br />
ในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศยุคสมัยใหม่ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมไต้หวัน (ITRI) และบริษัท MediaTek Inc. จับมือกับ OneWeb เพื่อทำการตรวจสอบทางเทคนิคเกี่ยวกับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนโดยตรงเข้ากับดาวเทียม ภายใต้มาตรฐาน 3GPP ซึ่งต่อไปจะมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณและสถานีฐานดาวเทียมวงจรต่ำ สำหรับอุตสาหกรรมกลาโหม นอกเหนือจากเครื่องบินรบและเรือรบที่ผลิตในประเทศแล้ว อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ก็ถือเป็นรายการการพัฒนาที่สำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน<br />
&nbsp;<br />
ในด้านการประยุกต์ใช้ AI รัฐบาลจะเดินหน้าอัดฉีดปัจจัยเทคโนโลยี AI เข้าสู่อุตสาหกรรมทุกประเภท ผนวกเข้ากับทรัพยากรจากหน่วยงานนิติบุคคลและสถาบันการศึกษา ส่งมอบความช่วยเหลือโดยคณะทำงานเพื่อการชี้แนะด้านศักยภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปสู่อีกลำดับขั้น นอกจากนี้ ในด้านการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทาง MOEA ได้เดินหน้าผลักดันมาตรการฟื้นฟูหลากหลายมิติ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เป็นต้นมา อีกทั้งในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์หรือการจัดตั้งช่องทางการจำหน่าย ล้วนแต่บังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
ในแง่มุม &ldquo;การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน&rdquo; รมว.ก่งฯ กล่าวว่า เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ ในปีนี้ นอกจากจะเพิ่มกำลังการผลิตจากหน่วยผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติใหม่ รวม 5.2 ล้านกิโลวัตต์ เข้าสู่โรงงานผลิตไฟฟ้าซิงต๋า (Hsinta Power Plant) และโรงงานผลิตไฟฟ้าไทจง (Taichung Power Plant) แล้ว MOEA จะยังคงเดินหน้าผลักดันเป้าหมายพลังงานสีเขียวที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง โดยในจำนวนนี้ การพัฒนาพื้นที่ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง ได้ก้าวเข้าสู่กลไกการเปิดสัมปทาน ระยะที่ 3.3 แล้ว และในระยะต่อไปจะทำการผลักดันต้นแบบทางเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน ก็จะเร่งแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงพลังงานแห่งอนาคต อย่างเช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานไฮโดรเจน เพื่อเพิ่มพูนปริมาณการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสีเขียวให้เพียงพอกับความต้องการของส่วนรวม<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านการส่งจ่ายประปาที่เกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น MOEA จึงได้ผลักดันมาตรการ &ldquo;การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ การส่งจ่าย และการลดบรรเทาการรั่วไหล&rdquo; เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบจ่ายน้ำอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทาง การวางแผนปรับสมดุลการส่งจ่ายในช่วงกลางทาง ไปจนสู่การบริหารจัดการการใช้น้ำในปลายทาง เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบส่งจ่ายรอบด้าน ในปีที่แล้ว ปริมาณการจ่ายน้ำประปาต่อวัน ปรับเพิ่มขึ้นสู่ 263,700 ตันอย่างมั่นคง สำหรับปีนี้ MOEA จะยังคงเดินหน้าขยายการขุดลอกตะกอนดินในอ่างเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการบริหารจัดการและสำรองน้ำข้ามพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำบาดาลและน้ำรีไซเคิล ควบคู่ไปกับการลดอัตราการสูญเสียน้ำในระบบ โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะเพิ่มปริมาณการจ่ายน้ำให้ได้เฉลี่ยวันละ 570,000 ตัน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านการใช้น้ำเพื่อการดำรงชีวิตของภาคประชาชน การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนเพื่อสรรสร้างสภาพแวดล้อมการส่งจ่ายทรัพยากรน้ำที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
ในแง่มุม &ldquo;การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ&rdquo; นับตั้งแต่ที่รมว.ก่ง เข้ารับตำแหน่งในปี 2025 เป็นต้นมา ก็ได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกับปารากวัยและกลุ่มประเทศพันธมิตรอย่างกระตือรือร้น อีกทั้งยังได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วม &ldquo;การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6&rdquo; (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) โดยในอนาคต จะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รมว.ก่งฯ ยังได้เดินทางเยือนเข้าร่วมการเสวนากับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (DG TRADE) อีกทั้งยังได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐเช็กและโปแลนด์ พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านสมาคมอากาศยานไร้คนขับ ระหว่างไต้หวัน &ndash; โปแลนด์ เมื่อเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ในแง่มุมความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ในอนาคต ไต้หวันจะจับมือกับฟิลิปปินส์ ผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ MOEA ยังวางแผนที่จะจัดตั้งคูหา Taiwan Expo ในสหรัฐฯ , ญี่ปุ่น , โปแลนด์และฟิลิปปินส์ เป็นต้น<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.กต.ไต้หวันจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อให้การต้อนรับคณะสมาชิกสภาที่นำโดย Mr. José Antonio Pérez สมาชิกรัฐสภาสาธารณรัฐปานามา]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281444]]></link><guid>281444</guid><pubDate>2026/02/09</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 5 ก.พ. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้จัดงานเลี้ยงอาหารเพื่อให้การต้อนรับ Mr. Jos&eacute; Antonio P&eacute;rez สมาชิกรัฐสภาสาธารณรัฐปานามาและเลขาธิการ &ldquo;การประชุมประจำปีของกลุ่มพันธมิตรจีนแห่งรัฐสภาข้ามชาติ&rdquo; (IPAC) พร้อมด้วยคณะตัวแทนแบบข้ามพรรค จำนวน 7 คน<br />
&nbsp;<br />
หลังการเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา รมว.หลินฯ ได้มีโอกาสให้การต้อนรับคณะสมาชิกสภาแบบข้ามพรรคจากปานามา ที่เดินทางมาเยือนไต้หวันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนต่อความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อไต้หวัน นอกจากนี้ หลังการเข้าร่วมเป็นสมาชิก IPAC เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 Mr. P&eacute;rez และบรรดาสมาชิกสภา ต่างก็ทยอยประกาศแถลงการณ์ร่วม เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการบิดเบือนญัตติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ฉบับที่ 2758 โดยรัฐบาลจีน ในโอกาสนี้ รมว.หลินฯ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลและภาคประชาชน ขอแสดงความขอบคุณต่อบรรดาสมาชิกสภาปานามา ที่ให้การสนับสนุนต่อไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรมหนักแน่นเสมอมา โดยหวังว่าในอนาคต จะได้รับการสนับสนุนจากปานามาอย่างต่อเนื่องสืบไป<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลินฯ กล่าวแบ่งปันต่อเหล่าอาคันตุกะว่า เมื่อระยะที่ผ่านมานี้ รมว.หลินฯ ได้เผยแพร่บทความลงบนวารสาร &ldquo;Foreign Affairs&rdquo; ที่ทรงอิทธิพลขั้นสูงในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ไต้หวัน &ndash; ปานามา ต่างก็ตั้งอยู่บนเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญของโลก และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยไต้หวันครองบทบาทสำคัญระดับนานาชาติ ในด้านเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น อีกทั้งยังถือเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยในด้านการกระจายความเสี่ยง การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ กลไกความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของสองประเทศ ก็มีส่วนช่วยเสริมสร้าง &ldquo;ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน&rdquo; (Non &ndash; red Supply Chain) ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น โดยกต.ไต้หวันหวังที่จะจัดตั้งความสัมพันธ์ทางความร่วมมือแบบทวิภาคี ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้างและมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งนำ &ldquo;รูปแบบไต้หวัน&rdquo; ที่พวกเราจัดตั้งขึ้น ขณะผลักดัน &ldquo;โครงการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศพันธมิตร&rdquo; ในกลุ่มประเทศพันธมิตรในภูมิภาคลาตินอเมริกา แผ่ขยายไปสู่ปานามา ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสที่เอื้อประโยชน์แก่กันแบบทวิภาคีอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;<br />
Mr. P&eacute;rez กล่าวว่า การเดินทางเยือนไต้หวันในครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือจากกต.ไต้หวัน ในการจัดวางตารางการแลกเปลี่ยนในรัฐสภา การเข้าเยี่ยมเยือนหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้สภาบริหาร และการเยี่ยมชมภาคธุรกิจเอกชน เพื่อทำความเข้าใจกับความเป็นไปได้ทางความร่วมมือแบบทวิภาคี โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นสมาชิกสภา กลุ่มผู้ประกอบการ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐจากปานามา เดินทางเยือนแลกเปลี่ยนในไต้หวันกันเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างพื้นฐานความร่วมมือแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมไปทีละขั้นตอน<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.กต.ไต้หวันขอต้อนรับการเดินทางเยือนไต้หวันของคณะตัวแทนสมาชิกสภาจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปเหนือ]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281395]]></link><guid>281395</guid><pubDate>2026/02/06</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 5 ก.พ. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้ให้การต้อนรับ Mr. Žygimantas Pavilionis รองประธานคณกรรมาธิการการต่างประเทศแห่งรัฐสภาลิทัวเนีย พร้อมด้วยคณะตัวแทนสมาชิกสภาแห่งชาติของกลุ่มประเทศภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปเหนือ โดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยีและวัฒนธรรม เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลินฯ กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 เป็นต้นมา รมว.หลินฯ ได้เดินทางเยือนกลุ่มประเทศทวีปยุโรปแล้วเป็นจำนวนกว่า 3 ครั้ง และมีโอกาสเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการพัฒนาความสัมพันธ์ ระหว่างไต้หวัน &ndash; ยุโรป อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ รมว.หลินฯ จึงได้แสดงความขอบคุณต่อบรรดาสมาชิกสภาของกลุ่มประเทศทวีปยุโรป ที่ส่งมอบการสนับสนุนและมิตรภาพอันแสนอบอุ่นให้แก่ไต้หวันอย่างหนักแน่นเสมอมา พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ไต้หวันสามารถก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือของยุโรป เพื่อการผลักดัน &ldquo;การฟื้นฟูอุตสาหกรรม&rdquo; ด้วยการเผยให้เห็นข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมทั้งส่งมอบความช่วยเหลือแก่กลุ่มประเทศยุโรป ในการจัดตั้ง&ldquo;ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน&rdquo; (Non &ndash; red Supply Chain) ที่เปี่ยมด้วยความยืดหยุ่น นอกจากนี้ รมว.หลินฯ ยังได้แบ่งปัน &ldquo;แผนริเริ่มว่าด้วยการบริหารความเสี่ยงสายเคเบิลใต้ท้องทะเลระดับนานาชาติ&rdquo; โดยหวังที่จะร่วมจัดตั้งความมั่นคงและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานของสายเคเบิลใต้ท้องทะเลที่สำคัญกับพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลก<br />
&nbsp;<br />
Mr. Pavilionis และสมาชิกสภาจากยุโรป รวม 7 ประเทศ ต่างกล่าวว่า พวกเขาล้วนแต่มาจากประเทศต้นแบบประชาธิปไตยในยุโรป จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอันแนบแน่น ระหว่างไต้หวัน - ยุโรป รวมไปถึงความสำคัญของการประสานสามัคคีระหว่างพันธมิตรประชาธิปไตย พร้อมทั้งให้การสนับสนุนรัฐบาลไต้หวัน ในการปรับเพิ่มงบประมาณกลาโหม เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งนโยบายด้านสันติภาพของไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการพำนักในไต้หวันครั้งนี้ คณะตัวแทนยังมีกำหนดการเดินทางเยือนเมืองจินเหมิน เพื่อทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์การปกป้องประชาธิปไตยของไต้หวัน โดย Mr. Pavilionis ให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างหนักแน่นเช่นนี้สืบไป<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้จัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อให้การต้อนรับคณะตัวแทน โดยรมช.อู๋ฯ เน้นย้ำว่า ความมั่นคงระหว่างไต้หวัน &ndash; ยุโรป มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก ด้วยเหตุนี้ รมช.อู๋ฯ จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มประเทศยุโรปตระหนักให้ความสำคัญต่อข้อเท็จจริงของการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันของกลุ่มประเทศลัทธิอำนาจนิยม เพื่อผนึกกำลังกันปกป้องค่านิยมด้านประชาธิปไตย อนึ่ง คณะตัวแทนหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นทั้งสองฝ่ายเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือด้านกลาโหมและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Mr. Serhii Soboliev สมาชิกสภายูเครน ยังได้อาศัยประสบการณ์ของตนเอง เรียกร้องให้ไต้หวันจับตาเฝ้าระวังต่อพฤติกรรมจากจีนอย่างใกล้ชิด อย่าหลงเชื่อคำมั่นสัญญาจอมปลอมของรัฐบาลเผด็จการ<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[รมช.อู๋จื้อจง ให้สัมภาษณ์แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงโปแลนด์ (Polskie Radio) โดยได้วิเคราะห์แนวทางการรับมือกับภัยคุกคามจากจีนและบทเรียนที่ได้จากสงครามในยูเครน พร้อมทั้งเน้นย้ำความจำเป็นของการกระชับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางประชาธิปไตยกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281408]]></link><guid>281408</guid><pubDate>2026/02/06</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 5 ก.พ. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา นายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้ให้สัมภาษณ์แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงโปแลนด์ (Polskie Radio) เพื่อชี้แจงจุดยืนของไต้หวันในภาพรวม ต่อประเด็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดจากการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน , สถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน บทเรียนจากสงครามยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิดการป้องกันประเทศของไต้หวัน รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ ระหว่างไต้หวันและกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก<br />
&nbsp;<br />
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า การบุกรุกรานยูเครนของรัสเซียและการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอย่างสมบูรณ์ของจีน ต่างสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มประเทศเผด็จการมีความทะเยอทะยานที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การข่มขู่ไต้หวันด้วยกำลังทหารจากจีน และการสร้างแรงกดดัน ภายใต้ &ldquo;กลยุทธ์พื้นที่สีเทา&rdquo; ก็ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรมต่อความมั่นคงในภูมิภาค<br />
&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ไต้หวันยังคงสามารถรับมือไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรการ &ldquo;นโยบายไม่ใช่วันนี้&rdquo; (Not-today policy) ด้วยการปรับเพิ่มงบประมาณกลาโหมและแสวงหาพลังเสียงสนับสนุนจากประชาคมโลก ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้นำจีนตระหนักเห็นว่า การบุกโจมตีไต้หวันจะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างมหาศาล นอกจากนี้ รมช.อู๋ฯ ยังระบุอีกว่า การที่เรือรบของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันอย่างสหรัฐฯ เยอรมนีและฝรั่งเศส แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นวาระประจำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะแสดงให้เห็นการสนับสนุนต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันแล้ว ยังตอกย้ำให้เห็นสถานภาพของช่องแคบไต้หวันในฐานะน่านน้ำสากลอีกด้วย<br />
&nbsp;<br />
รมช.อู๋ฯ เน้นย้ำว่า การสร้างสันติภาพและเสถียรภาพช่องแคบไต้หวัน นอกจากจะต้องเดินหน้าพัฒนาศักยภาพกลาโหมและความยืดหยุ่นด้านการปกป้องประเทศแล้ว ยังต้องทำลายกรอบการทูตที่จีนมักกล่าวอ้างต่อประชาคมโลกว่า ไต้หวันเป็น &ldquo;ปัญหาภายในประเทศ&rdquo; ของตน พร้อมทั้งประกาศก้องให้ประชาคมโลกตระหนักถึงข้อเท็จจริงของการคงอยู่อย่างเท่าเทียมของไต้หวัน เช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก<br />
&nbsp;<br />
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ไต้หวันแม้จะมิใช่ประเทศสมาชิกทางการของสหประชาชาติ (UN) อีกทั้งยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการยอมรับทางการทูต แต่อย่างไรก็ตาม ไต้หวันมีรูปแบบการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประกอบกับระบบเศรษฐกิจที่คงเสถียรภาพ และศักยภาพทางกลาโหมที่แกร่งกล้า อีกทั้งยังมุ่งแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์กับนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบริหารงานอย่างเป็นรูปธรรมของสำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันประจำต่างแดน และบทบาทสำคัญในด้านเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์<br />
&nbsp;<br />
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีส่วนเกี่ยวพันกับระบอบประชาธิปไตยโลก เสรีภาพในการเดินเรือและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน โดยไต้หวันจะจับมือกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศประชาธิปไตยในทวีปยุโรป ควบคู่ไปกับการจับมือกับหุ้นส่วนที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ในการสรรสร้าง &ldquo;ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน&rdquo; (Non &ndash; red Supply Chain) ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;<br />
เมื่อระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - กลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์ - เช็กว่า เปรียบเสมือน &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; โดยชี้ว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนที่สอดคล้องกันอย่างมากในการเผชิญกับภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการ การเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างไต้หวัน - กลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ไม่เพียงแต่จะเป็นการขยายพื้นที่ทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชาวยูเครนร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ที่ต้องการจะสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการ<br />
&nbsp;<br />
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า กรณีสงครามรัสเซีย &ndash; ยูเครน เป็นเครื่องเตือนใจให้ไต้หวัน เดินหน้าเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคประชาสังคม ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพทางการทหารที่ไร้สมมาตร โดยไต้หวันกำลังนำประสบการณ์ของยูเครน มาปรับใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถสำคัญ อาทิ อากาศยานไร้คนขับ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้ข้อได้เปรียบด้านการผลิตแผ่นชิปควบคู่ในการเสริมสร้างกลไกการป้องกันประเทศ<br />
&nbsp;<br />
ต่อประเด็นที่ชิ้นส่วนอะไหล่ของไต้หวันไหลเวียนเข้าสู่ระบบยุทโธปกรณ์ในรัสเซียที่ภาคประชาชนเฝ้าจับตาให้ความสนใจนั้น รมช.อู๋ฯ ยืนยันว่า ไต้หวันมีจุดยืนสอดคล้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และยุโรป และได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมเรียกร้องให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับยูเครน เพื่ออุดช่องโหว่ในการบริหารควบคุม<br />
&nbsp;<br />
กต.ไต้หวันแถลงว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในผลสัมฤทธิ์ของโครงการ &ldquo;งานแถลงข่าวให้การสนับสนุนยูเครน&rdquo; ที่ร่วมผลักดันโดยกต.ไต้หวันและสถานีวิทยุแห่งชาติของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) (RTI) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความเข้าใจของสังคมยุโรปที่มีต่อจุดยืนไต้หวัน ที่มุ่งให้การสนับสนุนยูเครน ผ่านการติดต่อเชิญผู้สื่อข่าวยูเครน เดินทางมาเข้าประจำการในไต้หวัน และจัดทำการเผยแพร่รายงานที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[บทความของรมว.กต.ไต้หวันได้รับการเผยแพร่ผ่านวารสาร “Foreign Affairs” ภายใต้หัวข้อ “โลกเสรีต้องการไต้หวัน : เหตุใดความสามัคคีจึงสามารถปกป้องไว้ซึ่งความเจริญรุ่งเรือง”]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281343]]></link><guid>281343</guid><pubDate>2026/02/05</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 4 ก.พ. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้เผยแพร่บทความ ภายใต้หัวข้อ &ldquo;โลกเสรีต้องการไต้หวัน: เหตุใดความสามัคคีจึงสามารถปกป้องไว้ซึ่งความเจริญรุ่งเรือง&rdquo; (The Free World Needs Taiwan: Why Solidarity Will Protect Prosperity) ลงบนวารสาร &ldquo;Foreign Affairs&rdquo; ที่ทรงอิทธิพลขั้นสูงในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยรมว.หลินฯ ได้ชี้แจงในประเด็นค่านิยมด้านประชาธิปไตย ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด - แปซิฟิก และบทบาทสำคัญของไต้หวันในระบบเศรษฐกิจโลก พร้อมเน้นย้ำว่า หากต้องการธำรงรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพระดับภูมิภาคและความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับไต้หวันของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ<br />
&nbsp;<br />
ไต้หวันมุ่งมั่นธำรงปกป้องประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมมาเป็นเวลายาวนาน ความสำคัญของไต้หวันไม่เพียงแต่เริ่มจากค่านิยมด้านประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นผ่านสถานภาพทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถทดแทนได้ ไต้หวันตั้งอยู่บนเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญของโลก จึงนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาคอินโด &ndash; แปซิฟิก ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็ยังเปี่ยมด้วยศักยภาพความเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ , อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง , เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น จึงถือเป็นสมาชิกสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ ในกลไกห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ<br />
&nbsp;<br />
ต่อกรณีที่จีนยังคงสร้างภัยคุกคามผ่านการรุกรานไต้หวันด้วยกำลังทหาร แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการแทรกแซงทางการเมืองนั้น รมว.หลินฯ ระบุว่า พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในไต้หวันแล้ว ยังก่อให้เกิดเป็นความท้าทายที่รุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎกติกาสากล ไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับแผนการรุกรานด้วยกลยุทธ์พื้นที่สีเทาจากจีน รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลและแรงกดดันทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลายาวนาน จึงอาจกล่าวได้ว่า ไต้หวันมีประสบการณ์การรับมืออย่างโชกโชน และยินดีที่จะส่งต่อข้อมูลให้แก่พันธมิตรประชาธิปไตย เพื่อการยกระดับความยืดหยุ่นในภาพรวม<br />
&nbsp;<br />
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ รมช.หลินฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ถือเป็นแกนหลักสำคัญของไต้หวันในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ในระหว่างการบรรลุข้อตกลงทางการค้า ระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ รัฐบาลไต้หวันได้ยื่นเสนอแนวคิด &ldquo;ทีมไต้หวันที่เข้าลงทุนในสหรัฐฯ&rdquo; โดยให้คำมั่นว่าจะอัดฉีดเงินลงทุนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีในสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะจับมือผลักดันการพัฒนา AI อีกทั้งไต้หวันยังจะให้การสนับสนุนสถาบันการเงินด้วยกลไกการค้ำประกันสินเชื่อโดยรัฐบาล ซึ่งกำหนดยอดวงเงินรวมสูงสุดที่ 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบกลไกการสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการไต้หวัน ที่มีความประสงค์จะเข้าลงทุนในสหรัฐฯ อนึ่ง ไต้หวัน - สหรัฐฯ ยังได้ร่วมจัดตั้ง &ldquo;ทีมเรือรบร่วมไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; (Taiwan&ndash;U.S. Joint Fleet) ภายใต้พื้นฐานความตกลงข้างต้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าแบบทวิภาคี ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังได้เดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างกัน บนพื้นฐาน &ldquo;การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6&rdquo; (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) นอกจากนี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ ยังได้ขยายขอบเขตความร่วมมือทางการลงทุนด้านพลังงานและเทคโนโลยีในรัฐเท็กซัสและรัฐอลาสกา ควบคู่ไปกับการกำหนดแผนแม่บทความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อสื่อให้เห็นถึง &ldquo;ความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนที่พึ่งพาอาศัยร่วมกัน&rdquo; ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลินฯ เน้นย้ำว่า เมื่อเผชิญหน้ากับการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการ และความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ประชาคมโลกควรที่จะพิจารณาทบทวนต้นทุนของการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป สถานภาพของไต้หวันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้ไต้หวันพัฒนาไปสู่การเป็นหุ้นส่วนสำคัญของพันธมิตรประชาธิปไตย ในด้านการกระจายความเสี่ยง การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลินฯ ระบุปิดท้ายว่า การที่ไต้หวันไม่สามารถเข้าร่วม &ldquo;องค์การการค้าโลก&rdquo; (WHO) และ &ldquo;ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก&rdquo; (CPTPP) นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อไต้หวันแล้ว ยังถือเป็นความเสียหายของประชาคมโลกอีกด้วย รมว.หลินฯ เน้นย้ำว่า หากโลกเสรีภาพต้องการธำรงรักษาสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรือง ก็จำเป็นต้องจับมือกับไต้หวัน ไม่ว่าจะในแง่มุมค่านิยมหรือผลประโยชน์ การจับมือกับไต้หวันจะก่อให้เกิดหลักประกันทางความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น และดำเนินไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะได้รับประสบการณ์การสกัดกั้นแรงกดดันจากประเทศลัทธิอำนาจนิยมอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้สามารถอธิบายได้ว่า &ldquo;เหตุใดโลกเสรีจึงต้องการไต้หวัน&rdquo;<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ชิงเต๋อ กล่าวปราศรัยเนื่องในโอกาส “วันมะเร็งโลก ประจำปี 2569” ผ่านการบันทึกวิดีทัศน์ล่วงหน้า]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281340]]></link><guid>281340</guid><pubDate>2026/02/05</pubDate><description><![CDATA[ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 4 ม.ค. 69<br />
<br />
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้กล่าวปราศรัยเนื่องใน &ldquo;วันมะเร็งโลก ประจำปี 2569&rdquo; (World Cancer Day 2026) ผ่านการบันทึกวิดีทัศน์ล่วงหน้า โดยระบุว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันโครงการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด &ldquo;การป้องกัน การตรวจคัดกรอง การรักษาและการดูแล&rdquo; ด้วยการพัฒนาการแพทย์แม่นยำ และจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้กองทุนยาต้านมะเร็งตัวใหม่ ได้รับการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อพิชิตเป้าหมายการลดอัตราการเสียชีวิตจากจากโรคมะเร็งลงหนึ่งในสาม ภายในปี 2030<br />
&nbsp;<br />
สาระสำคัญของการกล่าวปราศรัยของปธน.ไล่ฯ มีดังนี้ :<br />
เนื่องในวาระวันมะเร็งโลก ปธน.ไล่ฯ ขอใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณต่อมูลนิธิ HOPE Foundation for Cancer Care และเทศบาลนครเกาสง ที่ร่วมจัดกิจกรรม &ldquo;Riding with Hope&rdquo; โดยเฉพาะนายหลัวเซิ่งเตี่ยน รองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ที่ใช้ระยะเวลา 3 วันในการปั่นจักรยาน รวมระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้ภาคประชาชนตระหนักให้ความสำคัญต่อการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของไต้หวันในการส่งเสริมสุขภาพ<br />
&nbsp;<br />
จากรายงานข้อมูลสถิติที่ประกาศโดยสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (Union for International Cancer Control, UICC) โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก ซึ่งคร่าชีวิตของผู้คนกว่า 10 ล้านคนโดยเฉลี่ยต่อปี ในไต้หวัน โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของภาคประชาชนติดต่อกันมาเป็นเวลา 43 ปี ซึ่งข้อมูลสถิติเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นการย้ำเตือนให้พวกเราตระหนักว่า การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มแรก การเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีและการส่งเสริมสุขภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้<br />
&nbsp;<br />
เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ข้างต้น รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันโครงการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด &ldquo;การป้องกัน การตรวจคัดกรอง การรักษาและการดูแล&rdquo; โดยในปีที่แล้ว งบประมาณการตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็ง ไม่เพียงแต่จะได้รับการปรับเพิ่มเป็น 6,800 ล้านเหรียญไต้หวัน จากเดิม 2,800 ล้านเหรียญไต้หวัน จำนวนผู้เข้ารับการตรวจคัดกรอง ก็เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาสูงถึง 1.06 ล้านคน จวบจนปัจจุบันมียอดสะสมรวมจำนวนสูงถึง 5.36 ล้านคนครั้ง<br />
&nbsp;<br />
อนึ่ง พวกเรายังได้เดินหน้ายกระดับศักยภาพการแพทย์แม่นยำอย่างกระตือรือร้น ด้วยการจัดตั้งคลังข้อมูลระดับนานาชาติ ผ่านตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม การวินิจฉัยแม่นยำและการประสานความร่วมมือแบบข้ามหน่วยงาน ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้การแพทย์ไต้หวันเชื่อมโยงสู่มาตรฐานสากล<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นผลักดัน &ldquo;กองทุนยาต้านมะเร็งตัวใหม่&rdquo; จวบจนเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว พวกเราสามารถรวบรวมไว้ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาตัวใหม่ 20 รายการ และขยายขอบเขตการเบิกจ่ายกว่า 16 รายการ ส่งผลให้มีผู้ได้รับอานิสงส์กว่า 12,300 คน ซึ่งคาดว่าจะส่งยื่นการอนุมัติเบิกจ่ายเป็นจำนวนเงิน กว่า 12,200 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยในอนาคต รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้กองทุนยาต้านมะเร็งตัวใหม่ ได้รับการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่องสืบไป<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ทำหน้าที่เป็นประธานในงานแถลงข่าว “การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ” (EPPD)]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281310]]></link><guid>281310</guid><pubDate>2026/02/04</pubDate><description><![CDATA[ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 3 ก.พ. 69<br />
<br />
&ldquo;การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6&rdquo; (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) มีกำหนดการเปิดฉากขึ้นเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้จัดงานแถลงข่าว &ldquo;การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ&rdquo; เพื่อชี้แจงความคืบหน้าต่อภาคประชาชนชาวไต้หวันว่า หัวข้อการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ : การเชื่อมโยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน , ความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ , การประสานความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ 3 และความร่วมมือแบบทวิภาคี เป็นต้น โดยความร่วมมือแบบทวิภาคีในอนาคต จะเดินหน้าสู่ทิศทางการเสริมสร้าง &ldquo;ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&rdquo; ควบคู่ไปกับการสรรสร้าง &ldquo;เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม&rdquo; และการพัฒนา &ldquo;อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า ไต้หวันไม่เพียงแต่จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้ากับนานาประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมในไต้หวัน ตั้งมั่นรากฐานในไต้หวัน แผ่กิ่งก้านสาขาสู่เวทีโลก และประชาสัมพันธ์สู่ตลาดโลก ภายใต้เป้าหมาย 2 ประการหลัก ได้แก่ : &ldquo;การเสริมสร้างเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; และ &ldquo;การจัดวางรากฐานทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
สาระสำคัญในการกล่าวปราศรัยของปธน.ไล่ฯ สามารถสรุปโดยสังเขป ดังนี้ :<br />
หลายปีมานี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ เดินหน้าเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดัน &ldquo;แผนริเริ่มทางการค้า ไต้หวัน - สหรัฐฯ แห่งศตวรรษที่ 21&rdquo; ซึ่งนับได้ว่าเป็นความตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมสมบูรณ์ที่สุด และได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อช่วงสองปีที่ผ่านมา ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังได้เปิดการเจรจาภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ซึ่งจากการเสวนาพูดคุยกันเป็นระยะเวลา 9 เดือน ก็ได้รับบทสรุปที่ทำให้ภาคประชาชนพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม การเจรจามาตรการภาษีศุลกากร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ เท่านั้น เป้าหมายของพวกเราคือการเสริมสร้างความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเสวนาแลกเปลี่ยนและขยายผลสัมฤทธิ์ทางความร่วมมือระหว่างกัน<br />
&nbsp;<br />
หัวข้อการเสวนาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ การประสานความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ 3 และความร่วมมือแบบทวิภาคี เป็นต้น จากตารางการประชุมครั้งนี้ พวกเราสามารถรวบรวมทิศทางกลยุทธ์ความร่วมมือแห่งอนาคต ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ได้ดังนี้ :<br />
&nbsp;<br />
ประการแรก : การเสริมสร้าง &ldquo;ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&rdquo;<br />
<br />
เมื่อเผชิญหน้ากับการความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และเซมิคอนดักเตอร์ นับวันยิ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่น ควบคู่ไปกับการจัดตั้ง &ldquo;ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน&rdquo; (Non &ndash; red Supply Chain) อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;<br />
ภายใต้ช่วงเวลาอันสำคัญเช่นนี้ พวกเราได้มีการลงนาม &ldquo;ปฏิญญา Pax Silica และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; (Joint Statement on the Pax Silica Declaration and U.S.-Taiwan Cooperation on Economic Security) ในระหว่างการประชุม EPPD ที่จัดขึ้นในครั้งนี้<br />
เพื่อสื่อให้เห็นถึงพันธสัญญาในการจับมือกันเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อเปิดการเสวนาในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ในการพัฒนาจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและมีความยืดหยุ่น<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สอง : การสรรสร้าง &ldquo;เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม&rdquo;<br />
<br />
ไต้หวันมีศักยภาพการผลิตที่ชำนาญการในระดับสากล ส่วนสหรัฐฯ มีข้อได้เปรียบในระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีสำคัญและการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก ด้วยเหตุนี้ ไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ จึงก่อเกิดเป็นหุ้นส่วนที่สามารถเอื้อประโยชน์แก่กันในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน<br />
&nbsp;<br />
จากการเสวนาครั้งนี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ จะร่วมกันจัดตั้งกลไกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยพวกเราจะเดินหน้าผลักดันโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ในประเด็นความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน การรับรองการปฎิบัติงานอากาศยานไร้คนขับ และการขจัดซึ่งอุปสรรคด้านภาษีการลงทุน ทั้งนี้ เพื่อสร้างเสริมความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ และก้าวทันกระแสการพัฒนาแผนแม่บททางอุตสาหกรรมโลกด้วยเทคโนโลยี ในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองในยุคสมัยต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ประการสุดท้าย : การพัฒนา &ldquo;อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง&rdquo;<br />
<br />
การเสวนา EPPD ในครั้งนี้ มีหัวข้อที่ครอบคลุมทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน AI , โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล , ห่วงโซ่อุปทานด้านแร่ธาตุสำคัญ , ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานไร้คนขับ และความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ 3 เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
ผลสัมฤทธิ์ข้างต้นเหล่านี้ สื่อให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ มิได้จำกัดเพียงเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงกันแบบข้ามแวดวงอย่างครอบคลุม ไต้หวัน - สหรัฐฯ ถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ในอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรือง<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า &ldquo;การเอื้อประโยชน์กันทางอุตสาหกรรม&rdquo; และ &ldquo;ความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย&rdquo; เปรียบเสมือนเป็นขาทั้งสองข้างของความร่วมมือแบบทวิภาคีที่ไม่สามารถขาดซึ่งส่วนใดส่วนหนึ่งได้<br />
&nbsp;<br />
ด้วยเหตุนี้ ในอนาคต ไต้หวันจะเร่งผลักดันการเชื่อมโยงกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามมาตรฐานสากล จัดตั้งสภาพแวดล้อมหลักนิติธรรมที่โปร่งใสและสามารถคาดการณ์ได้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางอุตสาหกรรมในเชิงลึกกับสหรัฐฯ ภายใต้พื้นฐานความเชื่อมั่นและการเอื้อประโยชน์แก่กัน เพื่อร่วมจัดตั้งเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความยืดหยุ่นและเปี่ยมด้วยศักยภาพทางการแข่งขัน<br />
&nbsp;<br />
หลายปีมานี้ ไต้หวันและกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายการลงทุนหลัก ได้อัพเดทการลงนาม &ldquo;ความตกลงว่าด้วยหลักประกันด้านการลงทุน&rdquo; และ &ldquo;ความตกลงว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน&rdquo; ฉบับล่าสุด นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว ภายใต้กรอบ &ldquo;การยกระดับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางการค้า&rdquo; ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ พวกเราได้จัดทำข้อตกลง 3 รายการร่วมกัน ได้แก่ : การลงทุน , การค้าดิจิทัล รวมถึงพลังงานและการเปลี่ยนผ่านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ นอกจากนี้ ไต้หวัน &ndash; ญี่ปุ่น ก็ยังได้ลงนามความตกลงทางการค้าดิจิทัลร่วมกัน<br />
&nbsp;<br />
จากข้อตกลงข้างต้นเหล่านี้ ไต้หวันสามารถจับมือกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ ส่งเสริมการไปมาหาสู่ทางเศรษฐกิจและการค้า เพิ่มพูนการลงทุนแบบทวิภาคี ขยายขอบเขตความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนอกเหนือจากจะมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมไต้หวัน ขยายเครือข่ายทางเศรษฐกิจและการค้าให้ครอบคลุมไปสู่ทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจของไต้หวัน เปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาในอีกลำดับขั้น<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า ยิ่งระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง อุตสาหกรรมก็ยิ่งเกิดการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรือง และยิ่งระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง ไต้หวันก็ยิ่งมีศักยภาพในการก้าวสู่เวทีโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[นรม.จั๋วหรงไท่ เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุมด้านสุขภาพผู้สูงวัยในไต้หวัน ประจำปี 2569” พร้อมระบุว่า มาตรการการดูแลผู้สูงอายุ 3.0 มีผลบังคับใช้แล้วควบคู่ไปกับการผลักดัน “คูปองเพื่อสุขภาพ” เพื่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายไต้หวันสุขภาพดี]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281307]]></link><guid>281307</guid><pubDate>2026/02/04</pubDate><description><![CDATA[สภาบริหาร วันที่ 3 ก.พ. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ได้เข้าร่วม &ldquo;การประชุมด้านสุขภาพผู้สูงวัยในไต้หวัน ประจำปี 2569 : ความท้าทายและโอกาสในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ&rdquo; (2026 Healthy Aging Forum) โดยนรม.จั๋วฯ ชี้แจงว่า ประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปในไต้หวัน มีจำนวนกว่า 4.67 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20.06% ของประชากรทั้งหมด ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงให้แก่ภาคประชาชน รัฐบาลจึงได้ผลักดัน &ldquo;โครงการป้องกันภัยเงียบที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง&nbsp; น้ำตาลในเลือดสูงและไขมันในเลือดสูง ในรูปแบบ 888&rdquo; โดยมีเป้าหมายเพื่อการกำหนดให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงกว่า 80% ขึ้นไป ได้รับการบรรจุเข้าสู่กลไกการดูแลรักษาทางการแพทย์ และส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกว่า 80% ปรับปรุงแก้ไขคุณภาพชีวิตและสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ป่วยร้อยละ 80% ได้รับการดูแลรักษาที่ครอบคลุม ผ่านระบบบริการการแพทย์ที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้บังคับใช้มาตรการการดูแลผู้สูงอายุ เวอร์ชัน 3.0 ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (MOHW) ก็วางแผนที่จะผลักดัน &ldquo;คูปองเพื่อสุขภาพ&rdquo; ควบคู่ไปกับ &ldquo;คูปองเพื่อการกีฬา&rdquo; ที่ผลักดันโดยกระทรวงกีฬา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีสุขภาพที่ดี ผ่านการออกกำลังกาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในอนาคต<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลักของทั้งสองฝ่าย ที่ต้องการจะคุ้มครองความปลอดภัยและสุขภาพของมวลมนุษยชาติ ทั้งไต้หวัน - สหรัฐฯ ต่างก็ตั้งมั่นอยู่บนรากฐานแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน ในด้านการแสวงหาสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยในอนาคต กลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันด้านประชาธิปไตย จะเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริหารความมั่นคง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สุขภาพและการศึกษา เป็นต้น เพื่อสร้างสวัสดิการและความผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ นรม.จั๋วฯ ให้การยอมรับต่อ Mr. Raymond Greene ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันอเมริกาในไต้หวัน (AIT) และ Mr. Carl Wegner ประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าสหรัฐฯ ในไต้หวัน (AmCham Taiwan) ที่มุ่งมั่นทำความเข้าใจและให้การสนับสนุนต่อระบบการแพทย์ ทรัพยากรการแพทย์ส่วนรวมและทิศทางนโยบายของไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต ในระหว่างการลงเลือกตั้งในปี 2567 ปธน.ไล่ฯ ได้ยื่นเสนอแนวคิด &ldquo;การส่งเสริมสุขภาพประชาชน ความแข็งแกร่งของประเทศชาติ และส่งเสริมให้โลกโอบรับไต้หวัน&rdquo; พร้อมทั้งใช้ &ldquo;ไต้หวันสุขภาพดี&rdquo; เป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับภาคประชาชน เพื่อการผลักดัน &ldquo;ไต้หวันที่สมดุล&rdquo; และ &ldquo;ไต้หวันที่สามัคคี&rdquo; ในอนาคต นอกจากนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ระบุอยู่บ่อยครั้งว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 80 ปี แต่ &ldquo;ช่วงระยะเวลาที่สุขภาพย่ำแย่&rdquo; กินระยะเวลายาวนานถึง 8 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความทรมานต่อตัวผู้ป่วยแล้ว แต่ยังสร้างภาระหนักให้แก่ครอบครัว อีกทั้งยังส่งผลให้ประเทศชาติแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์จำนวนมหาศาล ด้วยเหตุนี้ แนวทางการยกระดับช่วงวัยที่แข็งแรงของภาคประชาชน จึงถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปธน.ไล่ฯ และแวดวงการแพทย์ เฝ้าจับตาและเดินหน้าศึกษาวิจัยอย่างกระตือรือร้น<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสุขภาพหัวใจและตับ การดูแลผู้ป่วยวิกฤต รวมถึงกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงเป็นหลัก นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะเดินหน้าผลักดัน &ldquo;แผนการรักษาโรคมะเร็ง 3 ทิศทาง&rdquo; ด้วยการจัดเพิ่มงบประมาณภาครัฐ เพื่อการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาต้านมะเร็งตัวใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ<br />
&nbsp;<br />
ในส่วนมาตรการการดูแลผู้สูงอายุ นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ในปีนี้ได้มีการผลักดันแผนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว เวอร์ชัน 3.0 ด้วยงบประมาณโดยรวม กว่า 115,300 ล้านเหรียญไต้หวัน ตราบจนปัจจุบัน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว รวมแล้วกว่า 15,000 จุด และมีบุคลากรที่พร้อมให้บริการ จำนวนสูงถึง 100,000 ราย โดยแผนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว 3.0 จะขยายเพิ่มกลุ่มเป้าหมายการให้บริการ ยกระดับอัตราการบริการให้มีความครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงเคหสถาน ชุมชน หน่วยงานและระบบการแพทย์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนที่ต้องการการดูแล ได้รับการดูแลขั้นพื้นฐานอย่างครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลนอกจากจะ &ldquo;ดูแลผู้สูงอายุ&rdquo; แล้ว ยังได้อัดฉีดทรัพยากรเข้าสู่กลไก &ldquo;การดูแลเด็กเล็ก&rdquo; ควบคู่ไปด้วย อันจะเห็นได้จากการจัดตั้ง &ldquo;สำนักงานให้การสนับสนุนเด็ก เยาวชนและครอบครัว&rdquo; ขึ้นภายใต้ MOHW เมื่อช่วงที่ผ่านมา<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างสามัคคี ในการผลักดันนวัตกรรมการแพทย์รูปแบบต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ระบบการแพทย์และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลรูปแบบใหม่ เกิดความเชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งส่งเสริมให้องค์ประกอบทางเทคโนโลยี ได้รับการอัดฉีดเข้าสู่กลไกการบริการทางการแพทย์ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้น ระหว่างการแพทย์และเทคโนโลยี ในระหว่างการผลักดัน &ldquo;โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ&rdquo; ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรลุสร้าง &ldquo;วงจรวิถีชีวิตรูปแบบอัจฉริยะ&rdquo; อย่างแท้จริง]]></description></item><item><title><![CDATA[กระทรวงพัฒนาดิจิทัลไต้หวัน มุ่งผลักดันการเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา AI ในระหว่างการเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ (EPPD) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางดิจิทัลในเชิงลึก]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281252]]></link><guid>281252</guid><pubDate>2026/02/03</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงพัฒนาดิจิทัล วันที่ 2 ก.พ. 69<br />
<br />
ระยะที่ผ่านมา นางโหวอี๋ซิ่ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาดิจิทัลไต้หวัน (MODA) ได้เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อเข้าร่วม &ldquo;การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6&rdquo; (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) ที่มีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 27 มกราคม 2569 ตามเวลาในเขตตะวันออกของสหรัฐฯ พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมเยือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ และหารือกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับสูงของสหรัฐฯ ในการบรรลุฉันทามติทางความร่วมมือเชิงลึกในหลากหลายมิติ อาทิ ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ , ความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น รมช.โหวฯ กล่าวว่า ตลอดที่ผ่านมา นายหลินอี๋จิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาดิจิทัล มุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการดิจิทัลไต้หวัน เร่งอัดฉีดองค์ประกอบด้าน AI เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านเครื่องมือนโยบาย 5 ประการ อาทิ &ldquo;การประมวลผล , ข้อมูล , บุคลากร , การตลาดและเงินทุน&rdquo; โดย MODA จะเดินหน้าส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านดิจิทัล ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ อาทิ &ldquo;อุตสาหกรรมแห่งความไว้วางใจ 5 ด้าน&rdquo; , &ldquo;โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ&rdquo; และ &ldquo;แผนปฏิบัติการ AI ของสหรัฐฯ&rdquo; (America&rsquo;s AI Action Plan)<br />
&nbsp;<br />
การเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับสูง EPPD ของ รมช.โหวฯ ในครั้งนี้ เป็นอีกครั้งต่อเนื่องจากเมื่อเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ที่รมช.โหวฯ ได้รับเชิญให้เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วม &ldquo;สุดยอดการประชุม Pax Silica Summit&rdquo; โดยในวาระโอกาสนี้ รมช.โหวฯ ยังได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม &ldquo;ปฏิญญา Pax Silica และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; (Joint Statement on the Pax Silica Declaration and U.S.-Taiwan Cooperation on Economic Security) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ MODA ในการผลักดันนโยบายดิจิทัลและการแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติ ซึ่งจากการทุ่มเททรัพยากรในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จึงสามารถบรรลุ &ldquo;ความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศ&rdquo; ตามที่ระบุไว้ใน &ldquo;กฎหมายขั้นพื้นฐานว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์&quot;&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
รมช.โหวฯ กล่าวว่า &ldquo;ความไว้วางใจ&rdquo;เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI ภายใต้วิสัยทัศน์โครงการ Pax Silica ไต้หวันไม่เพียงแต่จะเป็นศูนย์กลางสำคัญในห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ AI ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการผลักดันระบบนิเวศ AI ที่น่าเชื่อถือในด้านซอฟต์แวร์อีกด้วย ความร่วมมือระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มประโยชน์สูงสุดในด้านนวัตกรรม AI ขณะเดียวกัน ก็เป็นการรับมือกับความเสี่ยงทางดิจิทัลที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาดิจิทัลระดับสากล<br />
&nbsp;<br />
รมช.โหวฯ ชี้แจงว่า ในด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ ร่วมอภิปรายการผลักดันด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่รวบรวมไว้ซึ่งฐานข้อมูลภาษาจีนรูปแบบตัวอักษรแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางรากฐานอธิปไตยข้อมูล AI ที่เปิดกว้างและมีความหลากหลาย<br />
&nbsp;<br />
MODA ได้เปิดใช้งาน &ldquo;คลังข้อมูลภาษาเพื่อการฝึกฝนอธิปไตยด้าน AI ของไต้หวัน&rdquo; รูปแบบออนไลน์ เมื่อเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา ตราบจนปัจจุบัน มีหน่วยงานกว่า 200 แห่งร่วมให้ข้อมูล และมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลแล้วกว่า &nbsp;3,000 ชุด รวม tokens กว่า 1,100 ล้านรายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งในประเด็นศิลปะและวัฒนธรรม , ศัพท์เฉพาะและโบราณวัตถุเชิงประวัติศาสตร์ โดย MODA จะเดินหน้าผลักดันการจัดเพิ่มเนื้อหาในคลังข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างคลังข้อมูลให้มีคุณภาพสูง ในการนำเสนอให้เห็นมุมมองและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไต้หวัน ทั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนความต้องการในการฝึกฝนโมเดลอธิปไตย AI<br />
&nbsp;<br />
ในส่วนความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนไต้หวันสำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศล้ำสมัย เพื่อกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านการสื่อสารในหลากหลายมิติ โดยไต้หวันจะจับมือกับสหรัฐฯ และบรรดามิตรประเทศ ในการจัดตั้ง &ldquo;ความเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ&rdquo; ในด้านการคุ้มครองสายเคเบิลใต้ท้องทะเลและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอื่นๆ<br />
&nbsp;<br />
ในด้านการคุ้มครองสายเคเบิลใต้ท้องทะเล MODA จะเดินหน้าผลักดันกลไกการคุ้มครองในรูปแบบการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกัน ก็จะทำการสอดส่องดูแลผู้ประกอบการ ในระหว่างการปฏิบัติการ ให้ดำเนินการฝึกซ้อมด้านความปลอดภัยอย่างกระตือรือร้น รวมถึงการจัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อจัดตั้งระบบสายเคเบิลใต้ทะเล สถานีเชื่อมต่อและระบบสำรองฉุกเฉินผ่านคลื่นไมโครเวฟ นอกจากนี้ ยังได้เร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมในประเทศ เชื่อมโยงสู่เวทีนานาชาติ เพื่อซึมซับเทคโนโลยีการป้องกันรูปแบบใหม่ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือแบบข้ามพรมแดน<br />
&nbsp;<br />
ในด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม MODA เดินหน้าจัดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่หลากหลายอย่างกระตือรือร้น ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้าสำรวจโอกาสความร่วมมือกับผู้ให้บริการโครงข่ายดาวเทียมแบบวงโคจรต่ำในสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางสารสนเทศในภาพรวมของไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ ยังมีฉันทามติที่จะร่วมผลักดันภารกิจการบ่มเพาะบุคลากร AI เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในประเด็นกรอบความร่วมมือ AI Academy โดย MODA ได้ประกาศใช้ &ldquo;คู่มือสำหรับบุคลากรอุตสาหกรรม AI&rdquo; อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยจำแนกนิยามออกเป็น 3 ประเภทหลัก และ &ldquo;โครงสร้างศักยภาพ 5 รายการ&rdquo; พร้อมทั้งกำหนดให้ข้อมูลประวัติการทำงานจากบริษัทชื่อดัง อาทิ AWS , Microsoft , Google และ NVIDIA เข้าสู่เกณฑ์การประเมินความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศบุคลากร AI ที่มีความครอบคลุมสมบูรณ์ อันจะเป็นการวางรากฐานการพัฒนาทางอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคตต่อไป<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[กต.ไต้หวันขอต้อนรับการเดินทางเยือนไต้หวันของคณะตัวแทนสมาชิกสภาแบบข้ามพรรคของปานามา]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281255]]></link><guid>281255</guid><pubDate>2026/02/03</pubDate><description><![CDATA[กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 2 ก.พ. 69<br />
<br />
Mr. Jos&eacute; Antonio P&eacute;rez สมาชิกรัฐสภาสาธารณรัฐปานามาและเลขาธิการ &ldquo;การประชุมประจำปีของกลุ่มพันธมิตรจีนแห่งรัฐสภาข้ามชาติ&rdquo; (IPAC) พร้อมด้วยคณะตัวแทนแบบข้ามพรรค จำนวน 7 คน มีกำหนดการเดินทางเยือนไต้หวัน ในช่วงระหว่างวันที่ 2 &ndash; 7 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันขอให้การต้อนรับด้วยใจจริง พร้อมทั้งขอแสดงความขอบคุณต่อสมาชิกสภาปานามา ที่ให้การสนับสนุนต่อไต้หวันอย่างหนักแน่นเสมอมาด้วยวิธีการที่เป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
ในระหว่างการพำนักในไต้หวัน คณะตัวแทนสมาชิกสภาแบบข้ามพรรคแห่งปานามา มีกำหนดการเข้าพบคารวะรองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารที่จัดต้อนรับโดยนายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังจะเดินทางเข้าเยี่ยมเยือนสภานิติบัญญัติ , คณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ , สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ , กองทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไต้หวัน (Taiwan ICDF) นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการเข้าเยี่ยมชมสวนวิทยาศาสตร์ซินจู๋ , ศูนย์อวกาศแห่งชาติ , อุทยานเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในนครเกาสง , ท่าเรือเกาสงและศูนย์ศิลปะ Pier 2 Arts Center เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้คณะตัวแทนเกิดความเข้าใจต่อสังคมประชาธิปไตยที่หลากหลายในไต้หวัน , สถานการณ์การพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ใน &ldquo;ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน&rdquo; (Non &ndash; red Supply Chain) ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาทิศทางใหม่ทางการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือแบบทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
ปานามา &ndash; ไต้หวัน ต่างก็เป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สำคัญในทวีปอเมริกาและภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ทั้งสองฝ่ายต่างมีความเชื่อมโยงกันในด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างแนบแน่น เมื่อปีที่แล้ว ไต้หวันก้าวสู่จุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของปานามา รองจากสหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสทางธุรกิจที่ไร้ขีดจำกัดในอนาคต<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ชิงเต๋อทูลเกล้าฯ ถวายสาส์นต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281189]]></link><guid>281189</guid><pubDate>2026/02/02</pubDate><description><![CDATA[ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 30 ม.ค. 69<br />
<br />
ระยะที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ทูลเกล้าฯ ถวายสาส์นต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 (Pope Leo XIV) เพื่อขานรับต่อ &ldquo;สาส์นอภิบาลเนื่องในวันสันติภาพโลก ประจำปี 2569&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
สาระสำคัญของสาส์นข้างต้น มีดังนี้ :<br />
&nbsp;<br />
สาส์นอภิบาลเนื่องในวันสันติภาพโลก ประจำปี 2569 มีหัวข้อว่า &ldquo;ขอสันติสุขจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ร่วมก้าวสู่สันติภาพที่ปราศจากอาวุธและปลอดซึ่งการใช้อาวุธ&rdquo; (Peace be with you all. Towards an unarmed and disarming peace) เพื่อต้องการเรียกร้องให้ปวงประชาราษฎรร่วมแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงและสงคราม แสวงหาสันติภาพอันแท้จริง ที่ตั้งมั่นอยู่บนหลักการความยุติธรรมและความรัก และส่งเสริมให้นำแนวคิดดังกล่าว ประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
สำนักวาติกันชี้แจงด้วย &ldquo;การเปรียบเปรยระหว่างความมืดมนและแสงสว่าง&rdquo; ว่า มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการกำเนิดโลกใบใหม่ มีเพียงการมองเห็นและเชื่อมั่นในความโปร่งใสเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะความมืดมนได้ ซึ่งปธน.ไล่ฯ ก็มีความเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ในปี ค.ศ. 1921 นายเจี่ยงเว่ยสุ่ย ผู้บุกเบิกการปฏิวัติประชาธิปไตยในไต้หวัน ได้ยื่นเสนอแนวคิดการปลอดอาวุธและพลเมืองโลก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นไต้หวันก้าวสู่ &ldquo;ประตูด่านแรกในการปกป้องสันติภาพโลก&rdquo; จวบจนปัจจุบัน ไต้หวันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระยะห่วงโซ่ที่ 1 ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาภูมิรัฐศาสตร์โลก สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน มีส่วนเกี่ยวพันกับความมั่นคงและสวัสดิการของภาคประชาชน อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก ปธน.ไล่ฯ ยังคงยืนหยัดบนจุดยืนที่เน้นย้ำว่า ประชาธิปไตย สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง ถือเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศชาติของไต้หวัน และเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างไต้หวันและประชาคมโลก<br />
&nbsp;<br />
ไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับการสร้างแรงกดดันด้วยกำลังทหารและการข่มขู่ทางการเมือง จากประเทศลัทธิอำนาจนิยมมาเป็นระยะเวลานาน อีกทั้งยังต้องพบเจอกับความท้าทายที่เกิดจากการบิดเบือนญัตติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ฉบับที่ 2758 และบันทึกเอกสารประวัติศาสตร์จากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดทอนสถานะอธิปไตยของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ไต้หวันยังคงยืนหยัดธำรงรักษาสันติภาพช่องแคบไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรมเสมอมา ซึ่งพวกเรายินดีที่จะเปิดการเจรจา ภายใต้หลักการศักดิ์ศรีและความเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองแก่กัน โดยปธน.ไล่ฯ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า วิธีการใดก็ตามที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานภาพในปัจจุบันของช่องแคบไต้หวัน ล้วนแต่ไม่สามารถก่อเกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ มีเพียงความเชื่อมั่นซึ่งกันและการเสวนาบนค่านิยมด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเท่านั้น จึงจะสามารถก่อเกิดซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;<br />
สำนักวาติกันระบุว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และเทคโนโลยี AI เข้าสู่กลาโหม กำลังเพิ่มความเสี่ยงของโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความขัดแย้งด้วยอาวุธ ปธน.ไล่ฯ มีความเห็นที่สอดคล้องต่อประเด็นดังกล่าวและเห็นว่า นานาประเทศควรร่วมกันจัดตั้งกฎระเบียบ เพื่อสร้างหลักประกันให้การพัฒนาทางเทคโนโลยี ไม่ถูกนำไปไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อการบ่อนทำลายสันติภาพ ซึ่งขณะนี้ ไต้หวันอยู่ระหว่างการเดินหน้าผลักดัน &ldquo;โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ&rdquo; โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี ค.ศ. 2040 จะสามารถสร้างตำแหน่งงาน 500,000 ตำแหน่ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI ที่เชื่อถือได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาก่อเกิดเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ก้าวสู่ปัจจัยสำคัญในการธำรงรักษาสันติภาพระดับภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและพลังงานสีเขียว ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br />
&nbsp;<br />
สาส์นอภิบาลชี้ให้เห็นว่า ผู้นำที่แบกรับภาระความรับผิดชอบสูงสุด ควรที่เปิดการเจรจา ภายใต้หลักการความเชื่อถือและความจริงใจต่อกัน รวมถึงคำมั่นในการปฏิบัติตามพันธสัญญาที่มีต่อกันอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อจัดตั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณด้านมนุษยธรรม โดยไต้หวันจะยังคงเดินหน้าผลักดันการทูตเชิงค่านิยมอย่างกระตือรือร้น ควบคู่ไปกับการแสดงให้เห็นจิตวิญญาณ &ldquo;ไต้หวันช่วยได้&rdquo; (Taiwan Can Help) บนรากฐานค่านิยมด้านเสรีภาพและประชาธิปไตย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อร่วมเผชิญหน้ารับมือกับความท้าทายระดับสากล<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนและรัฐบาลไต้หวัน ขอแสดงจุดยืนเน้นย้ำว่า ไต้หวันจะจับมือกับสำนักวาติกัน เพื่อส่งเสริมสันติภาพระดับโลก และบรรลุค่านิยมสากลที่ยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญ<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมกล่าวปราศรัยในระหว่าง “การประชุมว่าด้วยการบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่น - ไต้หวัน”]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281174]]></link><guid>281174</guid><pubDate>2026/02/02</pubDate><description><![CDATA[ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 30 ม.ค. 69<br />
<br />
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน กล่าวปราศรัยในระหว่าง &ldquo;การประชุมด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่น - ไต้หวัน&rdquo; ผ่านการบันทึกวิดีทัศน์ล่วงหน้า โดยระบุว่า ไต้หวัน &ndash; ญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นพันธมิตรเชิงค่านิยมด้านประชาธิปไตยแล้ว ยังเอื้อประโยชน์แก่กันในด้านการรับมือกับภัยพิบัติ เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไต้หวันได้จัดตั้ง &ldquo;คณะกรรมการความยืดหยุ่นในการป้องกันประเทศของภาคประชาสังคม&rdquo; เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสถิติ รวมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะจับมือกันร่วมสร้างต้นแบบความยืดหยุ่นในการปกป้องประเทศในภูมิภาคเอเชียไปจนถึงระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างใกล้ชิด ระหว่างไต้หวัน &ndash; ญี่ปุ่น<br />
&nbsp;<br />
สาระสำคัญของการปราศรัยในครั้งนี้ สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้ :<br />
<br />
&ldquo;การประชุมด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่น - ไต้หวัน&rdquo; ประจำปีนี้จัดขึ้น ณ ท่าเรือนครเกาสง โดยปธน.ไล่ฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อสมาคมแลกเปลี่ยนญี่ปุ่น - ไต้หวัน (Japan - Taiwan Exchange Association) และมหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทง (NYCU) สำหรับการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อส่งเสริมให้การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างไต้หวัน - ญี่ปุ่น ดำเนินไปในทิศทางเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
การประชุมในครั้งนี้ได้ดึงดูดตัวแทนจากเมืองเซ็นไดและเมืองคูมาโมโตะของญี่ปุ่น และตัวแทนจากนครเกาสงและนครไถหนาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในตัวเมืองซึ่งกันและกัน ซึ่งประสบการณ์การบูรณะฟื้นฟูพื้นที่ ประสบภัยหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในพื้นที่เซนได ภูมิภาคโทโฮกุ ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ถือเป็นต้นแบบเมืองที่มีความยืดหยุ่นระดับโลก ส่วนเมืองคูมาโมโตะนอกจากจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับไต้หวัน ในด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ยังมีข้อได้เปรียบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาลและการวางแผนการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเรียนรู้และซึมซับเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
นครเกาสงและนครไถหนาน ถือเป็นอาณาจักรวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน หลายปีมานี้ ทั้งสองพื้นที่ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ในการยกระดับศักยภาพการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายซ้ำซ้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งภัยพิบัติอาจเกิดจากภัยธรรมชาติหรือจากฝีมือมนุษย์ และอาจเป็นเหตุการณ์เดียวหรืออาจเป็นภัยพิบัติลูกผสม<br />
&nbsp;<br />
ด้วยเหตุนี้ ปธน.ไล่ฯ จึงได้จัดตั้ง &ldquo;คณะกรรมการความยืดหยุ่นในการป้องกันประเทศของภาคประชาสังคม&rdquo; ขึ้นในทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อบูรณาการทรัพยากรจากส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น รัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ภารกิจการป้องกันภัย สามารถแผ่ขยายครอบคลุมไปสู่ทั่วทุกมุมในสังคม เพื่อการพัฒนาประเทศชาติที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น<br />
&nbsp;<br />
ภารกิจด้านการป้องกันประเทศของภาคประชาสังคมที่พวกเรามุ่งผลักดัน และหัวข้อการประชุมในครั้งนี้ มีส่วนที่คล้ายคลึงกันหลายจุด ประการแรกคือ &ldquo;การปกป้องรักษาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ&rdquo; ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน , ทรัพยากรน้ำ , เทคโนโลยีสารสนเทศและโครงข่ายคมนาคม พวกเราล้วนแต่จำเป็นต้องสร้างเสริมสังคม ให้ยังคงสามารถบริหารภารกิจและฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ ในระหว่างการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่มีขอบเขตขนาดใหญ่<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สองคือ &ldquo;การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสถิติ&rdquo; พวกเราจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในการเข้าช่วยเหลือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติอย่างแม่นยำ และระบบสัญญาณแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบาย<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สามคือ &ldquo;การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน&rdquo; เนื่องด้วยภารกิจการป้องกันภัย มิใช่ภาระหน้าที่เพียงเฉพาะของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังต้องผนวกเข้ากับพลังสำคัญอย่างองค์การเอกชนและหน่วยงานชุมชน พวกเราจึงจำเป็นต้องสร้างเสริมความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อมรับมือ เพื่อให้การป้องกันภัยหล่อหลอมเป็น DNA ของภาคประชาชนทั่วประเทศ เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ก็พร้อมที่จะรับมือด้วยการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างทันท่วงที<br />
&nbsp;<br />
ญี่ปุ่นมีระบบการออกแบบที่มีความสมบูรณ์และประสบการณ์การศึกษาด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ส่วนไต้หวันเปี่ยมด้วยพลังความสดใสด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปธน.ไล่ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นไต้หวัน - ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือกันอย่างแนบแน่น ควบคู่ไปกับการยกระดับการแลกเปลี่ยนเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การวิจัยพัฒนาทางเทคโนโลยีและกลไกการหมุนเวียนทรัพยากรที่สำคัญ<br />
&nbsp;]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ฯ ต้อนรับซีอีโอ Micron Technology หวังร่วมปั้นห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างอนาคตอันรุ่งเรืองร่วมกัน]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281140]]></link><guid>281140</guid><pubDate>2026/01/30</pubDate><description><![CDATA[<p>ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 29 มกราคม 2569<br />
<br />
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 มกราคม 2026 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ แห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนที่มีนายซันเจย์ เมห์โรตรา (Sanjay Mehrotra) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท Micron Technology เป็นผู้นำคณะ<br />
<br />
ประธานาธิบดีระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ไต้หวันและสหรัฐฯ ได้บรรลุการเจรจาด้านภาษีศุลกากร และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในอนาคตจะมีการลงนามในความตกลงการค้าที่เท่าเทียมระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ (ART) ซึ่งจะส่งผลให้ไต้หวันกลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนและการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในอนาคต หวังให้วิสาหกิจของสหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในไต้หวัน ทั้งในด้านหน่วยความจำ (Memory), การออกแบบวงจรรวม (IC Design) และบริการคลาวด์ ขณะที่ผู้ประกอบการไต้หวันจะไปลงทุนในด้านลอจิกชิป (Logic Chip) และห่วงโซ่อุปทานในสหรัฐฯ<br />
<br />
ประธานาธิบดีกล่าวเสริมว่า เชื่อมั่นว่าการลงทุนของ Micron ในไต้หวันคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดถึงความร่วมมือระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ในฐานะที่ Micron เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดที่ลงทุนในไต้หวันมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างโอกาสทางการงานในไต้หวัน แต่ยังช่วยยกระดับความสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุน Micron อย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ประธานาธิบดีมีความเห็นว่า ในโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคตนั้น &quot;ชิป&quot; และ &quot;หน่วยความจำ&quot; ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ด้วยการสนับสนุนและความร่วมมือจาก Micron จะทำให้ไต้หวันสามารถขยายขีดความสามารถในการด้านการผลิตขั้นสูงและเทคโนโลยีขั้นสูงของหน่วยความจำ HBM (High Bandwidth Memory) ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็จะสนับสนุนให้ Micron ก้าวขึ้นเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งในระดับสากล โดยไต้หวันและสหรัฐฯ จะร่วมมือกันเพื่อขยายความเป็นผู้นำระดับโลกในด้านชิป AI พร้อมทั้งสร้างความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาร่วมกันของทั้งสองฝ่าย</p>]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.เศรษฐการ กงหมิงซิน กล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ย้ำบทบาทสำคัญของไต้หวันในห่วงโซ่อุปทานโลก]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281142]]></link><guid>281142</guid><pubDate>2026/01/30</pubDate><description><![CDATA[<p>กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 29 มกราคม 2569<br />
<br />
นายกงหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ ณ Atlantic Council ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมอง ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 โดยได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของไต้หวันในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งรรยากาศในการสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่นและคึกคัก รมว. กงฯ เน้นย้ำว่า ไต้หวันล้วนมีบทบาทสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ในประเด็นสำคัญแห่งอนาคตทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AIและการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ไม่เกี่ยวข้องกับจีน พร้อมแสดงความหวังว่าไต้หวันและสหรัฐฯ จะร่วมมือกันเพื่อสร้างคุณประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่โลก<br />
<br />
การลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ (MOU) และการจัดเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ (EPPD) เมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นหมุดหมายใหม่ของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย เมื่อมองไปสู่อนาคตภายใต้แนวโน้มการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ไม่เกี่ยวข้องกับจีนนั้น ทั้งไต้หวันและสหรัฐฯ จะบูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ การสื่อสารยุคใหม่, ดาวเทียมวงโคจรต่ำ, อากาศยานไร้คนขับ, แร่ธาตุหายาก และเทคโนโลยีชีวภาพ<br />
<br />
ในวันเดียวกัน รมว.กงฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมแบบปิดกับตัวแทนจากสภาหอการค้า สมาคมอุตสาหกรรม และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในวอชิงตันเกือบ 20 แห่ง อาทิ สภาการค้าระหว่างประเทศแห่งชาติ (NFTC), สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (SIA), Micron, TSMC และ Westinghouse Electric โดยตัวแทนในที่ประชุมต่างชื่นชมความสำเร็จอันโดดเด่นของไต้หวันในการเจรจาภาษีศุลกากรบนพื้นฐานของความเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยให้ไต้หวันสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกับประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถือเป็นการวางรากฐานอันเข้มแข็งสำหรับการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ให้เป็นไปในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ รมว.กงฯ ยังได้เข้าพบสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ คนสำคัญ เพื่อชี้แจงถึงความสำคัญของ ความตกลงเพื่อยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (ADTA) ระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ในการส่งเสริมการลงทุนของภาคธุรกิจทั้งสองฝ่าย โดยหวังว่า รัฐสภาสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเร่งกระบวนการทางนิติบัญญัติให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อีกทั้งรมว.กงฯ ยังได้ร่วมหารือกับตัวแทนสมาคมธุรกิจและองค์กรที่สำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันคลังสมอง เพื่อระดมความคิดในประเด็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ &ldquo;หยั่งรากในไต้หวัน วางโครงข่ายทั่วโลก เสริมสร้างความแกร่งในสหรัฐฯ และรุกตลาดโลกไปพร้อมกัน&rdquo; ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.กต. หลินเจียหลง ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากอิสราเอล โดยมีอดีต รมว.ศาสนา เป็นหัวหน้าคณะ]]></title><link><![CDATA[https://nspp.mofa.gov.tw/nsppth/news.php?unit=481&post=281072]]></link><guid>281072</guid><pubDate>2026/01/29</pubDate><description><![CDATA[<p>กระทรวงการต่างประเทศ 27 มกราคม 2569<br />
<br />
เมื่อเช้าวันที่ 27 มกราคม 2026 นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันคลังสมอง Israel&rsquo;s Defense and Security Forum (IDSF) ของอิสราเอง ซึ่งมีนายมาตัน คาฮานา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกิจการศาสนาของอิสราเอล เป็นหัวหน้าคณะ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวงกว้าง เกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ระดับภูมิภาคและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไต้หวันและอิสราเอล&nbsp;<br />
<br />
รมว.หลินฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ต้อนรับการมาเยือนของอดีต รมว. คาฮานา พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณสำหรับความสนับสนุนในการพัฒนาความสัมพันธ์ไต้หวัน-อิสราเอลอย่างแข็งขัน ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่ผ่านมา รัฐสภาอิสราเอลยังได้สร้างประวัติศาสตร์ โดยมีสมาชิกรัฐสภาจากหลายพรรคการเมืองรวม 72 ท่าน ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์สนับสนุนการมีส่วนร่วมในระดับสากลของไต้หวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญอย่างสูงต่อการกระชับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี และเป็นการยอมรับในบทบาทของไต้หวันต่อกิจการโลกอย่างเต็มที่ ซึ่งทางไต้หวันขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจอีกครั้ง<br />
<br />
ทางด้านอดีต รมว. คาฮานาได้กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับคำเชิญจากรัฐบาลไต้หวันให้เดินทางมาเยือนในครั้งนี้ ทำให้มีโอกาสได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาของไต้หวันในด้านต่างๆ มากขึ้น พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อไต้หวันที่ได้ให้การสนับสนุนและมอบความช่วยเหลือในทันที หลังเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาส (Hamas) บุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 รวมถึงเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อปีที่ผ่านมา อดีต รมว. คาฮานายังได้เน้นย้ำด้วยว่า ไต้หวันและอิสราเอลต่างเป็นพันธมิตรที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน ในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตจะมีการยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</p>]]></description></item></channel></rss>