<?xml version="1.0"?><rss version="2.0"><channel><title><![CDATA[Taiwan Today - เศรษฐกิจ]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/]]></link><description><![CDATA[RSS]]></description><language><![CDATA[ภาษาไทย]]></language><image><title><![CDATA[Taiwan Today - เศรษฐกิจ]]></title><url><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/images/logo.jpg]]></url><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/]]></link></image><item><title><![CDATA[การประชุมเสวนาทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน – สวีเดน ประจำปี 2026 เปิดฉากขึ้น]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/284120/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E2%80%93-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%99-]]></link><guid>284120</guid><pubDate>2026/05/22</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 21 พ.ค. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 นางเจียงเหวินรั่ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน และ Ms. Diana Janse รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายกิจการความร่วมมือระหว่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศแห่งสวีเดน ร่วมทำหน้าที่เป็นประธานใน &ldquo;การประชุมเสวนาเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สวีเดน ประจำปี 2026&rdquo; โดยทั้งสองฝ่ายต่างร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในประเด็นเทคโนโลยี AI , นโยบายพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว , เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่และเทคโนโลยี 6G รวมถึงการแพทย์อัจฉริยะ เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
รมช.เจียงฯ กล่าวว่า รัฐบาลไต้หวัน &ndash; สวีเดนเปิดการเสวนาทางเศรษฐกิจและการค้าร่วมกัน บนพื้นฐานที่มีอยู่เดิม เพื่อเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในเชิงลึก นอกจากนี้ รมช.เจียงฯ ยังได้ร่วมแบ่งปันทิศทางเศรษฐกิจของไต้หวันและนานาชาติ พร้อมระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประจำปี 2026 ในไต้หวัน จะอยู่ที่ 5.2% แต่สำนักงานบัญชีกลาง ภายใต้สภาบริหาร คาดการณ์ไว้ที่ 7.71% อีกทั้งรมช.เจียงฯ ยังได้ชี้แจงยุทธศาสตร์การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนแสดงจุดยืนว่า หวังที่จะร่วมจัดตั้งความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางความร่วมมือที่เชื่อถือได้กับบรรดามิตรประเทศต่อไป<br />
&nbsp;<br />
รมช.เจียงฯ เน้นย้ำว่า สวีเดนถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไต้หวัน ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปืที่ผ่านมา มูลค่าการค้าแบบทวิภาคีขยายตัวขึ้นกว่าร้อยละ 41% ประกอบกับทั้งสองฝ่ายต่างยึดมั่นในค่านิยมด้านประชาธิปไตยและเสรีภาพ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมทั้งสองฝ่ายต่างก็สามารถเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะสวีเดนที่สวมบทบาทเป็นผู้นำสำคัญของอุตสาหกรรมเครือข่ายไร้สายระดับโลก ในขณะที่ไต้หวันก็มีข้อได้เปรียบด้านการผลิตในอุตสาหกรรม ICT ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างลงตัว รมช.เจียงฯ ยังได้ระบุว่า ผู้ประกอบการธุรกิจของสวีเดน อาทิ Ericsson, Scania, IKEA และ AstraZeneca ต่างก็มีรากฐานที่มั่นคงในไต้หวันมาอย่างยาวนาน และได้จัดตั้งความสัมพันธ์ทางความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกับอุตสาหกรรมของไต้หวัน ในโอกาสนี้ รมช.เจียงฯ ยังได้ติดต่อเชิญสวีเดนเข้าร่วมงานมหกรรม COMPUTEX ไทเป ประจำปี 2026 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไต้หวัน &ndash; สวีเดน ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์<br />
&nbsp;<br />
รมช. Janse ให้การยอมรับต่อสถานภาพผู้นำของไต้หวันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และความยืดหยุ่นขั้นสูงทางเศรษฐกิจของไต้หวันในระหว่างการแพร่ระบาดโรคติดต่อและความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ รมช. Janse ยังได้ร่วมแบ่งปันมุมมองสวีเดนต่อประเด็นสถานการณ์ล่าสุดทางการเมืองและเศรษฐกิจนานาชาติ , ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ WTO โดยระบุว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สวีเดนกำลังแสวงหาแนวทางให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการในการลดผลกระทบความไม่แน่นอน นอกจากนี้ รมช. Janse ยังได้แสดงจุดยืนว่า สวีเดนให้การสนับสนุนการค้าเสรี และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นกลไกการระงับข้อพิพามของ WTO กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง<br />
&nbsp;<br />
กรมการค้าระหว่างประเทศชี้แจงว่า ในวันเดียวกันนั้น รมช.เจียงฯ และรมช. Janse ยังได้เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สวีเดน ครั้งที่ 42 โดยรมช.เจียงฯ กล่าวระหว่างการประชุมว่า รัฐบาลไต้หวันจะยังคงมุ่งผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาว่าด้วย &ldquo;วางรากฐานในไต้หวัน ต่อยอดไปสู่เวทีโลก และประชาสัมพันธ์สู่ตลาดนานาชาติ&rdquo; อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการจัดตั้งระบบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาทางเทคโนโลยีสำคัญและการยกระดับอุตสาหกรรม ผ่านโครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการและอุตสาหกรรมแห่งความไว้วางใจ 5 ด้าน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรมของไต้หวัน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะบูรณาการเข้ากับข้อได้เปรียบด้านนวัตกรรมและการคิดค้นวิจัยของสวีเดน เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือที่เป็นไปได้<br />
&nbsp;<br />
การประชุมปีนี้ ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายมีโอกาสแลกเปลี่ยนโอกาสธุรกิจความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกันในประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน AI และการแพทย์อัจฉริยะ โดยในอนาคตจะขยายขอบเขตความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง ผ่านแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยน JBC อย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.หลินเจียหลงเข้าเยี่ยมชม “สถาบันวิจัยการค้าโลก” (WTI) ของมหาวิทยาลัยเบิร์น (University of Bern) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไต้หวัน ส่งมอบ “ทุนการศึกษาเผิงไหล”]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/284049/%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7.%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E2%80%9D-%28WTI%29-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2]]></link><guid>284049</guid><pubDate>2026/05/20</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 19 พ.ค. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 นายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้ตอบรับคำเชิญเดินทางเยือนชม &ldquo;สถาบันวิจัยการค้าโลก&rdquo; (World Trade Institute, WTI) ของมหาวิทยาลัยเบิร์น (University of Bern) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกันนี้ รมว.หลินฯ ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไต้หวันบริจาค &ldquo;ทุนการศึกษาเผิงไหล&rdquo; (Penglai Scholarship) มูลค่า 80,000 ฟรังก์สวิส โดยมี Dr. Manfred Elsig เป็นตัวแทนผู้รับมอบ และมี Mr. Andrew Chan รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเบิร์น , นายหวงเจาหยวน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และนายหวังสือเหวย ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำสวิตเซอร์แลนด์ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน<br />
&nbsp;<br />
Mr. Andrew Chan กล่าวให้การต้อนรับการเดินทางมาเยือนของรมว.หลินฯ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษาของไต้หวัน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางวิชาการระดับนานาชาติกับไต้หวันในเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Dr. Manfred Elsig ยังได้แสดงความขอบคุณต่อไต้หวันที่บริจาคทุนการศึกษาเผิงไหลมาเป็นระยะเวลานาน ตลอดจนให้การยอมรับต่อคุณประโยชน์ที่ไต้หวันอุทิศให้แก่การบ่มเพาะบุคลากรด้านเศรษฐกิจและการค้าระดับนานาชาติ<br />
&nbsp;<br />
รมว.หลินฯ กล่าวขณะปราศรัยว่า ไต้หวันสวมบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดฉากความร่วมมือกับนานาประเทศในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีเกิดใหม่ เซมิคอนดักเตอร์และ AI นอกจากนี้ รมว.หลินฯ ยังได้หยิบยกสมการ E=mc&sup2; ที่คิดค้นโดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) มาใช้ในการอธิบายนัยยะการศึกษาว่า &ldquo;การศึกษา = การสร้างปัญญาด้วยการเปิดมุมมอง &times; ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์&rdquo; (Education = Mentorship &times; Creative and Critical Thinking) โดยมุ่งเน้นไปที่ความสำคัญของการปลูกฝังอิสระทางความคิดและความสามารถด้านนวัตกรรมให้แก่ผู้เรียน พร้อมทั้งระบุว่า ไต้หวันจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรการค้าและเศรษฐกิจในระดับนานาชาติต่อไป<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ศักยภาพการแพทย์อัจฉริยะไต้หวัน สร้างความประทับใจแก่ประชาคมโลก ผ่านการจัดแสดงในงานนิทรรศการอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะและสุขภาพไต้หวัน ที่จัดขึ้นในวาระการประชุม WHA แสดงให้เห็นสถานภาพผู้นำของไต้หวัน ในความยืดหยุ่นทางสุขภาพระดับโลก]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/284040/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2]]></link><guid>284040</guid><pubDate>2026/05/19</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 18 พ.ค. 69<br />
&nbsp;<br />
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันมอบหมายให้สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน (TAITRA) จัดนิทรรศการอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะและสุขภาพไต้หวัน (Taiwan Smart Medical &amp; HealthTech Expo) ในช่วงการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) ที่มีกำหนดการจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17 &ndash; 19 พฤษภาคม 2026 เพียงวันแรกของการเปิดงานนิทรรศการ ก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศพันธมิตรและตัวแทนสถาบันการแพทย์นานาชาติ เข้าร่วมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก อาทิ Mr. Daniel Cummings รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งเซนต์วินเซนต์ , Dr. Bertrand Sinal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งสาธารณรัฐเฮติ , Mr. Finn Jarle Rode ประธานสมาพันธ์หัวใจโลก , Dr. Jacqueline Kitulu ประธานแพทยสมาคมโลก เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ไต้หวันมีสถานภาพสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ในความยืดหยุ่นทางสุขภาพระดับโลก<br />
&nbsp;<br />
นายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน กล่าวระหว่างงานแถลงข่าวว่า กต.ไต้หวันจะยืนหยัดจิตวิญญาณการทูตเชิงบูรณาการอย่างต่อเนื่อง ในการผลักดันภารกิจ &ldquo;การทูตด้านการแพทย์&rdquo; นิทรรศการในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้สโลแกน &ldquo;WHO Cares? TAIWAN Cares!&rdquo; โดยอาศัยแนวคิด &ldquo;Chip in with Taiwan&rdquo; เป็นภาพทัศนศิลป์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี AI และแผ่นชิปที่ทันสมัยที่ผลิตในไต้หวันแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของไต้หวันในห่วงโซ่อุปทานด้านการแพทย์อัจฉริยะ<br />
&nbsp;<br />
รมช.สือฯ ชี้แจงหัวข้อการประชุม 3 รอบที่จัดขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน (MOHW) ในระหว่างงานนิทรรศการครั้งนี้ โดยมีหัวข้อดังนี้ : &ldquo;การแพทย์อัจฉริยะ&rdquo; , &ldquo;นโยบายโรคมะเร็งและการประชุมด้านนวัตกรรม : ตั้งแต่การตรวจคัดกรองไปจนสู่การเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม&rdquo; และ &ldquo;แผนปฏิบัติการขจัดไวรัสตับอักเสบ Ｃ: ประสบการณ์และความมุ่งหวังในอนาคต&rdquo; เพื่อร่วมแบ่งปันผลสัมฤทธิ์อันโดดเด่นของไต้หวันในด้านการแพทย์อัจฉริยะ โดยรมช.สือฯ เน้นย้ำว่า การกีดกันการเข้าร่วมไต้หวันของ WHO ส่งผลให้ประชาคมโลกไม่สามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากไต้หวันได้อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกร้องให้สมาชิก WHO ให้การสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมการประชุม WHA และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในองค์การ WHO โดยเร็ววัน<br />
&nbsp;<br />
งานนิทรรศการครั้งนี้รวบรวมสถานพยาบาลและองค์กรธุรกิจแนวหน้ากว่า 30 ราย พร้อมจัดตั้ง 3 โซนคูหาจัดแสดงหลัก ในจำนวนนี้ &ldquo;โซนสถานพยาบาลด้านนวัตกรรม&rdquo; เผยศักยภาพด้านระบบของสถาบันการแพทย์ชั้นนำของไต้หวัน โดยนำเสนอให้เห็นถึงการยกระดับคุณภาพการแพทย์ ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการบริหารรูปแบบอัจฉริยะ &ldquo;โซนการแพทย์อัจฉริยะ&rdquo; มุ่งเน้นการบูรณาการข้ามสาขา ระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต่างๆ อาทิ : Brain Navi Biotechnology　,　 Quanta Computer และ Netown Corporation สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของไต้หวันในด้านการวินิจฉัยโรคด้วยการประยุกต์ใช้ AI และอุปกรณ์อัจฉริยะ ส่วน &ldquo;โซนการแพทย์ที่มีความยืดหยุ่น&rdquo; ได้ติดต่อเชิญผู้ประกอบการบริษัทอย่าง S&amp;T BioMed CO., LTD. , LaunXP BioMed เข้าร่วมจัดแสดงกลไกความยืดหยุ่นที่สำคัญด้านการตรวจคัดกรองแม่นยำและเวชศาสตร์การป้องกัน นอกจากนี้ กองทุนความร่วมมือและการพัฒนาระหว่างประเทศไต้หวัน (Taiwan ICDF) ยังได้ทำการจัดตั้ง &ldquo;คูหาผลสัมฤทธิ์ที่ไต้หวันส่งมอบความช่วยเหลือแก่ต่างแดน&rdquo; ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ เพื่อนำเสนอแผนปฏิบัติการการส่งมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการแพทย์สาธารณสุขของไต้หวันที่มีต่อกลุ่มประเทศพันธมิตร อาทิ : ปารากวัย , โซมาลีแลนด์และเอสวาตินี เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ไต้หวันร่วมสร้างเพื่อคุ้มครองสุขภาพมวลมนุษยชาติ<br />
&nbsp;<br />
เมื่อเผชิญหน้ากับหัวข้อการอภิปรายการประชุม WHA ครั้งที่ 79 ที่กำหนดขึ้นในชื่อ &ldquo;ร่วมสร้างกลไกสาธารณสุขโลก : ความรับผิดชอบร่วมกัน&rdquo; (Reshaping Global Health: A Shared Responsibility) รมว.หลินฯ เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการ WHO ตระหนักเห็นถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ไต้หวันอุทิศแก่ระบบสาธารณสุขและการป้องกันโรคระบาด<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปธน.ไล่ฯ ยังได้กล่าวปราศรัยผ่านการบันทึกวิดีทัศน์ล่วงหน้าในระหว่างการอภิปรายด้านสาธารณสุขโลกของ &ldquo;คณะปฏิบัติการด้านสาธารณสุขโลก&rdquo; โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นคณะทำงานร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และนโยบาย &ldquo;ไต้หวันสุขภาพดี&rdquo; และเปิดการเสวนาภายใต้ประเด็น 3 มิติหลัก ประกอบด้วย : &ldquo;สุขภาพดิจิทัลและการบริหารเทคโนโลยีอัจฉริยะ&rdquo; &ldquo;นวัตกรรมและนโยบายโรคมะเร็ง&rdquo; และ &ldquo;แผนปฏิบัติการขจัดไวรัสตับอักเสบ Ｃ&rdquo; &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
ประการแรก สุขภาพดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ถือเป็นปัจจัยที่กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงอนาคตของการดูแลสุขภาพ โดยไต้หวันจะมุ่งผลักดันภารกิจที่เกี่ยวข้องด้วยความรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของ AI ทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสุขภาพดิจิทัลที่กำลังมีการพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วของไต้หวัน จะยังคงขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมล้ำหน้าต่อไป ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ , หุ่นยนต์ทางการแพทย์ ไปจนถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิเช่น เมตาเวิร์สทางการแพทย์ เพื่อปรับปรุงความแม่นยำทางการแพทย์และคุณภาพการบริการอย่างครอบคลุม<br />
&nbsp;<br />
ประการที่สอง โรคมะเร็งยังคงถือเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพที่รุนแรงที่สุดในยุคปัจจุบัน เพื่อพัฒนาแนวทางการรักษา ไต้หวันจึงมุ่งผลักดันกลไกการตรวจคัดกรองในระยะเริ่มต้น การแพทย์แม่นยำ รวมถึงการเข้าถึงการรักษาเชิงนวัตกรรม นอกจากนี้ พวกเรายังได้มีการจัดตั้งกองทุนยาต้านมะเร็งตัวใหม่ การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์อย่างทันท่วงที มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้<br />
&nbsp;<br />
ประการสุดท้าย ไต้หวันประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีได้ก่อนเป้าหมายในปี 2030 ที่กำหนดโดยองค์การ WHO ล่วงหน้าถึง 5 ปี การประสบความสำเร็จมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากมาตรการการบูรณาการตรวจคัดกรอง การรักษาและการป้องกัน ภายใต้พื้นฐานการบริหารที่ครอบคลุมและระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อมวลชน<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือ&rdquo; ถือเป็นกุญแจสำคัญของการผลักดันนโยบายสุขภาพ โดยเฉพาะความท้าทายด้านสุขภาพในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะวิกฤต ไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถรับมือเพียงลำพังได้ มีเพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ อุตสาหกรรมและเอกชนเท่านั้น จึงจะสามารถเร่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรม การส่งเสริมความเป็นธรรม ตลอดจนรวมไปถึงการจัดตั้งกลไกการดูแลสุขภาพที่มีความยืดหยุ่น<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[GCTF จัดกิจกรรมที่นครรัฐวาติกันและสวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรก มุ่งเน้นประเด็นจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์และอนาคตของการทำงาน พร้อมหารือเกี่ยวกับการพัฒนา AI และความร่วมมือระหว่างประเทศ]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/283876/GCTF-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81]]></link><guid>283876</guid><pubDate>2026/05/12</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part"><p>กระทรวงการต่างประเทศ 8&ndash;10 พฤษภาคม 2026<br />
<br />
เพื่อขานรับต่อประเด็นจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงให้ความสำคัญ ไต้หวันร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำนครรัฐวาติกัน ได้จัดการอบรมนานาชาติหัวข้อ &ldquo;กรอบความร่วมมือและการฝึกอบรมระดับโลก ：ปัญญาประดิษฐ์และอนาคตของการทำงาน&rdquo; (Global Cooperation and Training Framework (GCTF) ： AI and the Future of Work) ณ มหาวิทยาลัยแห่งสันตะสำนักเกรโกเรียน (Pontificia Universitas Gregoriana,PUG）กรุงโรม ระหว่างวันที่ 4&ndash;5 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น<br />
<br />
กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ที่เน้นว่า &ldquo;การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ต้องดำเนินควบคู่ไปกับจริยธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ&rdquo; พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่า ไต้หวันใช้ &ldquo;การทูตเชิงคุณค่า&rdquo; ผสานคุณค่าประชาธิปไตยเข้ากับการกำกับดูแลเทคโนโลยี และยังคงมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการแบ่งปันความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เชิงปฏิบัติในประเด็นการพัฒนา AI ระดับโลก<br />
<br />
ด้านสำนักงานผู้แทนไต้หวันประจำสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสวิตเซอร์แลนด์ จัดการอบรมนานาชาติหัวข้อ &ldquo;กรอบความร่วมมือและการฝึกอบรมระดับโลก : ปัญญาประดิษฐ์ &rdquo; ณ กรุงเบิร์น เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 7&ndash;8 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นแนวโน้มการพัฒนา AI การกำกับดูแล และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมหารือเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือและแนวทางการสร้างความเข้าใจร่วมกันด้านการบริหารความเสี่ยง ภายใต้บริบทของการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่<br />
<br />
กิจกรรมดังกล่าวได้เชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์จากไต้หวัน สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น เข้าร่วมเสวนา อีกทั้งยังมีคณะทูตานุทูตจากหลายประเทศประจำสวิตเซอร์แลนด์ ตัวแทนรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ ภาควิชาการ และสื่อมวลชน รวมกว่า 80 คนเข้าร่วม<br />
<br />
หัวข้อการหารือครอบคลุมถึงการพัฒนา AI ของแต่ละประเทศ ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและการรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนโอกาสและความท้าทายของการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ อาทิ การดูแลสุขภาพ เป็นต้น</p>
</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[เปิดศักราชหน้าใหม่ของการทูตอากาศยานไร้คนขับ กต.ไต้หวันมีกำหนดการนำคณะตัวแทนเข้าร่วมงานแสดงสินค้า “XPOTENTIAL 2026” ที่จัดขึ้น ณ นครดีทรอยต์แห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งแรกที่กต.ไต้หวัน เปิดรับสมัครทูตเยาวชนนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญด้าน “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี”]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/283573/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B8%95.%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81]]></link><guid>283573</guid><pubDate>2026/04/29</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 28 เม.ย. 69<br />
&nbsp;<br />
หลายปีมานี้ กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันมุ่งมั่นผลักดันแนวคิดนโยบาย &ldquo;การทูตแบบบูรณาการ&rdquo; ด้วยการผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมให้ไต้หวันก้าวขึ้นสู่เวทีนานาชาติ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันระดับนานาชาติของอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับในไต้หวัน ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน &ldquo;คณะทำงานด้านการทูตอากาศยานไร้คนขับ&rdquo; ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดการนำคณะตัวแทนเดินทางเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ &ldquo;XPOTENTIAL 2026&rdquo; ที่จัดขึ้น ณ นครดีทรอยต์แห่งสหรัฐอเมริกา ประกอบกับในช่วงนี้ &ldquo;โครงการแลกเปลี่ยนทูตเยาวชนนานาชาติ&rdquo; ของกระทรวงการต่างประเทศประจำปี ได้ทำการเปิดรับสมัครแล้ว และเป็นครั้งแรกที่ได้จัดเพิ่มรายการความเชี่ยวชาญด้าน &ldquo;การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี&rdquo; โดยจะเปิดรับสมัครนักบินโดรนรุ่นเยาว์ที่มีทักษะภาษาต่างประเทศ , ความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี<br />
&nbsp;<br />
เพื่อขานรับต่อหลักการอุตสาหกรรมแห่งความไว้วางใจ 5 ด้าน ประกอบด้วย : เซมิคอนดักเตอร์ , เทคโนโลยี AI , การเตรียมความพร้อมทางกลาโหม , การบริหารความมั่นคง และเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่ กต.ไต้หวันจึงมุ่งผลักดันการทูตอากาศยานไร้คนขับอย่างกระตือรือร้น ด้วยการวางแผนจัดตั้ง &ldquo;สถาบันอากาศยานไร้คนขับระดับนานาชาติ&rdquo; (GUAVA) โดยในอนาคตจะจับมือกับประเทศพันธมิตรและกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันจัด &ldquo;การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีนานาชาติ&rdquo; เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการฝึกอบรมโดรนของไต้หวัน พร้อมซึมซับประสบการณ์และเทคโนโลยีทันสมัยจากนานาประเทศทั่วโลก เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะทำงานด้านอากาศยานไร้คนขับ ได้เดินทางเข้าร่วม &ldquo;XPONENTIAL Europe 2026&rdquo; ที่จัดขึ้น ณ เมืองดึสเซิลดอร์ฟ ประเทศเยอรมัน เพื่อเข้าสำรวจความเป็นไปได้ในการจัดงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ขึ้นในไต้หวัน โดยในเดือนพฤษภาคมของปีนี้ คณะตัวแทนยังมีกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรม &ldquo;XPOTENTIAL 2026&rdquo; ที่จัดขึ้น ณ นครดีทรอยต์แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อผลักดันให้ไต้หวันก้าวขึ้นสู่ &ldquo;ศูนย์เอเชียด้านห่วงโซ่อุปทานประชาธิปไตยโดรน&rdquo; ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้าปฏิบัติภารกิจตามวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อปลฃายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กต.ไต้หวันยังได้ประกาศ &ldquo;โครงการแลกเปลี่ยนทูตเยาวชนนานาชาติ ประจำปี 2026&rdquo; โดยมีกำหนดการเตรียมออกเดินทางเยือนกลุ่มประเทศพันธมิตรของไต้หวันในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งจะแบ่งกลุ่มกันทยอยมุ่งหน้าสู่ปาเลา , เซนต์วินเซนต์ รวมถึงเซนต์คิดส์และเนวิส โดยวัตถุประสงค์ของการเดินทางเยือนกลุ่มประเทศเป้าหมาย ก็เพื่อที่จะนำเสนอผลสัมฤทธิ์ดีเลิศด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะของไต้หวัน โดยในปีนี้ คาดว่าจะคัดเลือกเยาวชนยอดเยี่ยมจำนวน 50 คน เข้ารับหน้าที่ทูตเยาวชนนานาชาติ ซึ่งจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคมนี้เท่านั้น<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[คว้าช่วงเวลาทองแห่งการพัฒนา AI เร่งเครื่อง SMEs สู่การใช้งานจริง กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันรุดหน้าให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจแล้วกว่า 2,000 แห่ง]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/283214/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2-AI-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-SMEs-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-]]></link><guid>283214</guid><pubDate>2026/04/15</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part"><p>เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา กรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้แถลงว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา ได้มีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม โดยประสานความร่วมมือกับนิติบุคคลและสมาคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ อาทิ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITRI), ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลแม่นยำ (PMC), ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) และศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมหินและทรัพยากร (SRDC) เพื่อจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาระดับภูมิภาคและคณะทำงานเฉพาะทางอีก 44 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย<br />
<br />
คณะทำงานดังกล่าวพร้อมให้บริการแบบครบวงจร (One-stop service) ตั้งแต่การวินิจฉัยและให้คำปรึกษา, การเข้าตรวจเยี่ยมโรงงาน, ไปจนถึงการนำเครื่องมือ AI มาใช้งาน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจค้นพบปัญหาที่แท้จริง &nbsp;และให้คำแนะนำในการเลือกเครื่องมือ AI รวมถึงบริบทการใช้งานที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ AI ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาใช้เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถหลักขององค์กร ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 คณะทำงานได้ให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจในการนำ AI มาใช้งานแล้วกว่า 2,058 แห่ง โดยในจำนวนนี้เป็นธุรกิจในระดับ SMEs มากถึงร้อยละ 91<br />
<br />
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการสร้างมูลค่าเพิ่ม กระทรวงเศรษฐการได้จัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อความยืดหยุ่น ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านการวิจัยและพัฒนา โดยให้เงินอุดหนุนสูงสุด 5 ล้านเหรียญไต้หวันต่อราย และสูงสุด 40 ล้านเหรียญไต้หวันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่รวมตัวเป็นพันธมิตรกัน เพื่อช่วยภาคธุรกิจในการเพิ่มมูลค่าทางเทคโนโลยีและการบูรณาการข้ามสาขา รวมถึงขยายการใช้ AI ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ และการพัฒนาโมดูลอัจฉริยะ เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญหรือตลาดใหม่ โดยปัจจุบันมีภาคธุรกิจรวมอย่างน้อย 197 แห่งได้รับเงินอุดหนุน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านเหรียญไต้หวัน<br />
<br />
ในด้านการเติมเต็มช่องว่างด้านบุคลากร กรมพัฒนาอุตสาหกรรมได้ผลักดันกลไกการฝึกอบรมและระบบรับรองมาตรฐานความสามารถที่หลากหลาย อาทิ <strong>โครงการ </strong><strong>AI New Stars</strong> มุ่งเน้นการบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทักษะภาคปฏิบัติ <strong>โครงการ </strong><strong>Elite on the Job</strong> เพื่อยกระดับทักษะ หรือเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนสายงานให้แก่พนักงาน <strong>ระบบรับรองความสามารถ &ldquo;นักวางแผนประยุกต์ใช้ AI&rdquo; (AI Planning Professional - iPAS)</strong> เพื่อคัดกรองและจับคู่บุคลากรให้ตรงกับความต้องการขององค์กร โดยมีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการสอบเพื่อลดอุปสรรคและจูงใจให้คนเข้าสู่สายงาน AI มากขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการทดสอบแล้วกว่า 21,000 คน โดยมีผู้ได้รับใบรับรอง 8,464 คน และมีองค์กรกว่า 4,800 แห่งที่ให้สิทธิพิจารณาจ้างงานผู้ที่ได้รับใบรับรองนี้เป็นอันดับต้นๆ<br />
<br />
ปัจจุบันการพัฒนา AI กลายเป็นกระแสหลักของโลกและเป็นปัจจัยสำคัญในด้านความมั่นคง ขีดความสามารถของชาติ และอนาคตทางเศรษฐกิจ การมาถึงของ Generative AI ได้กระตุ้นให้แต่ละประเทศหันมาให้ความสำคัญกับอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Tech Autonomy) โดยข้อมูลจาก <strong>Global AI Index</strong> ระบุว่า อันดับของไต้หวันขยับขึ้นจากอันดับที่ 21 ในปี 2024 สู่อันดับที่ 16 ในปี 2025 ก้าวกระโดดขึ้นมา 5 อันดับ แซงหน้าประเทศอย่างอินเดีย เดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ สะท้อนให้เห็นว่า พลัง AI แห่งชาติของไต้หวันกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระยะเวลาสำคัญช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ไต้หวันจะยังคงเร่งผลักดันการใช้ AI ในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างมั่นคง<br />
<br />
กรมพัฒนาอุตสาหกรรมย้ำว่า การยกระดับพลัง AI แห่งชาติมีความครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน, การธรรมาภิบาลข้อมูล, การบ่มเพาะบุคลากร, การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมทางนวัตกรรม ท่ามกลางการแข่งขัน AI ระดับโลก ไต้หวันมีข้อได้เปรียบด้านรากฐานทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี โดยจะมุ่งมั่นในการสวมบทบาทเป็น &ldquo;ผู้ผลักดันและผู้บูรณาการ&rdquo; เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่าน พร้อมทั้งเปลี่ยนเทคโนโลยี AI ให้เป็นขีดความสามารถในการแข่งขันที่จับต้องได้ เพื่อให้มั่นใจว่าไต้หวันจะไม่เพียงแค่ไม่ตกขบวนในกระแส AI นี้ แต่จะสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมต่อไปได้</p>
</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์วิจัยหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่งชาติ]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/283118/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%8B%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95]]></link><guid>283118</guid><pubDate>2026/04/13</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part"><p>ทำเนียบประธานาธิบดี &nbsp;วันที่ 10 เม.ย. 69<br />
<br />
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้เดินทางไปยังนครไถหนานเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์วิจัยหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่งชาติ โดยได้มอบนโยบายที่เป็นความคาดหวัง 3 ประการ ซึ่งประกอบด้วย คาดหวังให้ศูนย์แห่งนี้เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เป็นแพลตฟอร์มรวมบุคลากรข้ามสายงาน และเป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการและการวิจัย เพื่อผลักดันให้ไถหนานกลายเป็นฐานพัฒนาหุ่นยนต์ระดับชาติ และทำให้ไต้หวันเป็นพลังสำคัญที่น่าเชื่อถือและก้าวนำโลกในยุคใหม่ที่ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทในโลกแห่งความเป็นจริง<br />
<br />
ประธานาธิบดีไล่ฯ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังมาถึงและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไต้หวันในยุคถัดไป รัฐบาลได้ผลักดันโครงการ &ldquo;10 เมกะโปรเจกต์ใหม่เพื่อพัฒนา AI&rdquo; โดยเน้น 4โครงสร้างพื้นฐานหลัก ได้แก่ ศูนย์ประมวลผล ศูนย์ข้อมูล AI การบ่มเพาะบุคลากรและการพัฒนาอุตสาหกรรม AI ในระดับภูมิภาคอย่างสมดุล คาดว่าภายในปี 2583 จะสามารถพัฒนาบุคลากรด้าน AI ได้ถึง 500,000 คน ซึ่งการมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญ<br />
<br />
ในอนาคตจะมุ่งเน้น 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ หุ่นยนต์ ซิลิคอนโฟโตนิกส์ และการคำนวณควอนตัม ในยุค AI &nbsp;การประมวลผลและการส่งข้อมูลจะรวดเร็วยิ่งขึ้นและจะถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย หวังว่าการดำเนินโครงการ 10 เมกะโปรเจกต์ใหม่เพื่อพัฒนา AI จะทำให้ไต้หวันสามารถบรรลุ 3 เป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมและสตาร์ทอัพด้าน AI การช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อยซึ่งมีจำนวนนับล้านรายในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการนำ AI ไปใช้ในการดำรงชีวิต ทั้งในด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง เพื่อทำให้ไต้หวันกลายเป็นสังคมแห่งการใช้ชีวิตด้วย AI<br />
<br />
ประธานาธิบดีไล่ฯ กล่าวว่า หุ่นยนต์ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้นแต่ยังสะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย ปัจจุบันหุ่นยนต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิจัยล้ำสมัยในห้องทดลองอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่การใช้งานในชีวิตจริง ครอบคลุมทั้งการดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจอาหาร และภาคการผลิต เป็นต้น หวังว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายจะทำให้ศูนย์วิจัยหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่งชาติที่ก่อตั้งขึ้นในวันนี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้มอบนโยบายที่เป็นความคาดหวัง 3 ประการ ประกอบด้วย<br />
<br />
ประการที่ 1 เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยศูนย์วิจัยจะจัดให้มีแพลตฟอร์มบริการด้านการวิจัยหุ่นยนต์ขั้นสูงขนาดใหญ่เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนที่แข็งแกร่งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ และเร่งให้เทคโนโลยีล้ำสมัยก้าวออกจากห้องทดลองไปสู่การทดสอบและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถของไต้หวันในการบูรณาการเทคโนโลยีหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ประการที่ 2 เป็นแพลตฟอร์มรวมบุคลากรข้ามสายงาน เนื่องจากหุ่นยนต์อัจฉริยะต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรหลากหลายสาขา เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วัสดุศาสตร์ การออกแบบ ตลอดจนด้านจริยธรรมและกฎหมาย<br />
<br />
ประการที่ 3 เป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และการวิจัย โดยในอนาคตจะใช้พื้นที่เขตซาลุน นครนิวไทเป เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาล้ำสมัย ใช้เขตลิ่วเจี่ย นครไถหนาน เป็นฐานทดสอบเทคโนโลยี และเชื่อมโยงกับกำลังการผลิตของอุทยานวิทยาศาสตร์หลิ่วอิ๋ง (Liuying Science Park) ในนครไถหนาน เพื่อสร้าง &ldquo;ระเบียงอุตสาหกรรมหุ่นยนต์&rdquo; และผลักดันให้ไถหนานกลายเป็นฐานพัฒนาหุ่นยนต์ที่สำคัญระดับชาติ</p>
</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[นรม.ไต้หวันเข้าร่วมพิธีเปิด  “นิทรรศการ Touch Taiwan 2026” โดยหวังที่จะนำเสนอให้ประชาคมโลกมองเห็นศักยภาพของไต้หวัน ผ่านเทคโนโลยีจอแสดงผลที่ทันสมัย]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/283053/%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1.%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94--%E2%80%9C%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-Touch-Taiwan-2026%E2%80%9D-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA]]></link><guid>283053</guid><pubDate>2026/04/09</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">สภาบริหาร วันที่ 8 เม.ย. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวและประกาศมอบใบประกาศนียบัตรใน &ldquo;มหกรรม Touch Taiwan 2026&rdquo; พร้อมกล่าวว่า งานมหกรรม Touch Taiwan ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมออปโตอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ ซึ่งในปีนี้ มีผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนรวมกว่า 250 ราย พร้อมกันนี้ นรม.จั๋วฯ ยังชี้แจงว่า อุตสาหกรรมจอแสดงผลอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่เทคโนโลยีการบรรจุขั้นสูง แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาที่รวดเร็วอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ในปัจจุบัน จอแสดงผลได้แทรกซึมเข้าสู่ทุกอณูในวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งสมาร์ทโฟน , แท็บเล็ต , คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค , นาฬิกาอัจฉริยะ , โทรทัศน์และตู้เย็น เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมจอแสดงผล มีประวัติการพัฒนาในไต้หวันมาอย่างยาวนาน ถือเป็นเสาหลักสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ โดยในปัจจุบัน มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นจำนวนกว่า 100,000 คน สร้างมูลค่าการผลิตสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน และยังคงพัฒนาไปสู่ทิศทางที่มีมูลค่าเพิ่มและมีความโดดเด่นที่แตกต่าง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมจอแสดงผลจำเป็นต้องมุ่งหน้าสู่นวัตกรรม และการยกระดับเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีจอแสดงผลรูปแบบกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ ได้พัฒนาจากสีขาว &ndash; ดำ ไปสู่สีสันสดใส และพัฒนาจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดใหญ่ ซึ่งไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 90% จึงนับได้ว่าเป็นผู้นำระดับโลกในด้านเทคโนโลยีประเภทนี้ ในส่วนของเทคโนโลยี Micro LED ทั้งความสว่าง ความละเอียดคมชัดและความโปร่งใส ก็ล้วนแต่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และได้ขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิเช่น ห้องโดยสารอัจฉริยะและแว่นตาอัจฉริยะ นอกจากนี้ ยังได้มีการนำ Micro LED ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีซิลิคอนโฟโตนิกส์สำหรับการสื่อสารด้วยแสง เพื่อปรับปรุงรูปแบบการรับส่งข้อมูลแบบดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ในการรองรับความต้องการด้านการประมวลผลขั้นสูงของศูนย์ข้อมูล AI ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้เร่งผลักดันการจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์กลางอัจฉริยะความแม่นยำสูงในพื้นที่ภาคกลาง&rdquo; อย่างกระตือรือร้น โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านออปโตอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตต่อไป<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ในปีนี้ สภาบริหารได้เปิดตัว &ldquo;อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ 13 รายการ&rdquo; ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมล้วนแต่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเทคโนโลยีจอแสดงผล อาทิเช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบกระจายสัญญาณ (Fan-out packaging) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ; เสาอากาศชนิดทิศทาง (Directional Antenna) ที่ออกแบบเป็นแผงแบนในอุตสาหกรรมสารสนเทศยุคใหม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่พัฒนามาจากกระบวนการปรับปรุงจอแสดงผล<br />
&nbsp;<br />
ในอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัย , การเตรียมความพร้อมทางกลาโหม , หุ่นยนต์ , การแพทย์ชีวภาพ , การบริหารความมั่นคง และเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่ ต่างก็ต้องพึ่งพาจอแสดงผลในการทำหน้าที่เป็นอินเทอร์เฟซ ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร (HMI) ในส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณูปโภค ได้มีการนำกระดาษสีรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และจอแสดงผลรูปแบบโปร่งใส ไปใช้ในจอสัมผัสอัจฉริยะ ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีจอแสดงผลไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ สร้างหลักประกันทางอุตสาหกรรม และความมั่นคงในระบบสารสนเทศและการติดต่อสื่อสาร ตลอดจนมีส่วนช่วยในด้านการสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมและการกีฬา รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าล้านล้านเหรียญไต้หวัน และวัฒนธรรมเชิงศิลปะ เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;คูหา TECH WORLD&rdquo; ที่จัดแสดงในงานเอ็กซ์โปโอซากา (Osaka Expo) ได้ถูกนำมาจัดตั้งไว้ในกิจกรรมเทศกาลโคมไฟไต้หวันประจำปีนี้ ณ เมืองเจียอี้ ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์คือ &ldquo;โรงละครแห่งชีวิต (Life Theater)&rdquo; ที่มีการประยุกต์ใช้ดอกไม้จักรกลจำนวน 560 ต้นที่จัดแสดงด้วยระบบจอแสดงผลอัจฉริยะ 560 จอที่เชื่อมต่อกัน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นพลังชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ของไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
นรม.จั๋วฯ เน้นย้ำว่า ขณะนี้ สภาบริหารมุ่งผลักดัน &ldquo;โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ&rdquo; อย่างกระตือรือร้น โดยยึดหลักการ &ldquo;การประยุกต์ใช้รูปแบบอัจฉริยะ&rdquo; &ldquo;เทคโนโลยีสำคัญ&rdquo; และ &ldquo;รากฐานทางดิจิทัล&rdquo; เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมทุกประเภทก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของการประยุกต์ใช้ AI ควบคู่ไปกับการพัฒนาอำนาจอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Sovereignty) พร้อมทั้งผลักดันการจัดตั้งศูนย์การประมวลผลรูปแบบต่างๆ เพื่อการสรรสร้าง &ldquo;ย่านวิถีชีวิตอัจฉริยะสำหรับมวลชน&rdquo; ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้กลไกการบริการ AI ได้รับการหลอมรวมเข้าสู่ทุกสาขาในภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ กระทรวงเศรษฐการไต้หวันยังได้เปิดตัว &ldquo;คณะทำงานเพื่อการชี้แนะศักยภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรม&rdquo; ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการชี้แนะผู้ประกอบการ 140,000 ราย ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการยกระดับเปลี่ยนผ่าน เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ SMEs และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ได้รับการพัฒนาไปอย่างก้าวหน้าพร้อมๆ กัน โดยอาศัยการสนับสนุนจากเงินทุนและเทคโนโลยีเข้าช่วยในการบ่มเพาะบุคลากรและเทคโนโลยีที่จำเป็น<br />
&nbsp;<br />
หลังเสร็จสิ้นการกล่าวปราศรัย นรม.จั๋วฯ ได้ประกาศมอบ &ldquo;รางวัลเทคโนโลยีจอแสดงผล&rdquo; (Gold Panel Awards 2026) ให้แก่ผู้ได้รับคัดเลือก รวม 11 ราย และ &ldquo;รางวัลแอปพลิเคชันจอแสดงผลอัจฉริยะ&rdquo; (Smart Display Application Awards) ให้แก่ผู้ได้รับคัดเลือก จำนวน 8 ราย<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[คกก.เพื่อการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน จัดตั้งคูหาไต้หวันในงานนิทรรศการ HIMSS 2026 เพื่อสร้างรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลและการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพด้วยระบบการแพทย์ทางไกล]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/282242/%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%81.%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99]]></link><guid>282242</guid><pubDate>2026/03/12</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ วันที่ 11 มี.ค. 69<br />
&nbsp;<br />
คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) พร้อมด้วยกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) จับมือกันจัดตั้งทีมชาติการแพทย์อัจฉริยะที่ประกอบด้วยโรงพยาบาล 9 แห่งและผู้ประกอบการ 25 ราย ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไต้หวันสุขภาพดี X การแพทย์อัจฉริยะ&rdquo; เพื่อเดินทางเข้าร่วมงานนิทรรศการ Healthcare Information and Management Systems Society (HIMSS) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดระดับโลก ที่จัดขึ้น ณ เมืองลาสเวลกัสแห่งสหรัฐฯ ในระหว่างวันที่ 10 &ndash; 12 มีนาคม 2026 เพื่อนำเสนอให้เห็นศักยภาพการบูรณาการและผลสัมฤทธิ์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์อัจฉริยะของไต้หวัน ทั้งนี้ เพื่อรุกขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างกระตือรือร้น<br />
&nbsp;<br />
คูหาไต้หวันได้จัดพิธีเปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มีนาคมตามเวลาในเขตพื้นที่ไต้หวัน ซึ่งได้รับเกียรติเข้าร่วมจาก Mr. Simon Lin รองประธานคณะกรรมการบริหาร HIMSS และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกิจการภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก โดย Mr. Lin ได้ให้การยอมรับต่อความทะเยอทะยานและศักยภาพทางการแข่งขันในการรุกขยายตลาดโลกของการแพทย์อัจฉริยะไต้หวัน โดยในระหว่างนี้ ยังได้มีการจัดเตรียมให้ศูนย์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Catalyze Healthcare , US San Diego Health , Oracle Health , Mount Sinai Health System และ Vitalchat เข้าจับคู่ทางธุรกิจอย่างแม่นยำและร่วมแลกเปลี่ยนเชิงลึกกับตัวแทนเจ้าหน้าที่ไต้หวัน เพื่อเปิดโอกาสทางความร่วมมือแบบทวิภาคีในภายภาคหน้าต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ผลสัมฤทธิ์ที่นำไปร่วมจัดแสดงในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 รายการหลัก ดังนี้ : โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (Digital Infrastructure) ของสถานพยาบาลอัจฉริยะ , การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการดูแลสุขภาพ (Smart Healthcare AI) รวมถึงระบบการแพทย์ทางไกลและเวชศาสตร์ครอบครัว (Home Care) &nbsp;ซึ่งขอบเขตทางเทคนิคครอบคลุมทั้งด้านการบูรณาการข้อมูลเวชระเบียนรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ , หุ่นยนต์เพื่อการผ่าตัดอัจฉริยะ , การดูแลผู้ป่วยวิกฤตและการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเผยให้เห็นศักยภาพการวิจัยและพัฒนา และความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีแล้ว ยังแสดงให้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมหลายรายการ ที่ได้รับการบรรจุเข้าสู่การรักษาเชิงคลินิก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางการแข่งขันด้านการแพทย์อัจฉริยะของไต้หวัน บนเวทีนานาชาติ<br />
&nbsp;<br />
ใน &ldquo;โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของสถานพยาบาลรูปแบบอัจฉริยะ&rdquo; นำเสนอให้เห็นศักยภาพด้านการบูรณาการระบบการแพทย์ที่สมบูรณ์ของไต้หวัน อันจะเห็นได้จากโรงพยาบาลทหารผ่านศึก กรุงไทเป และบริษัทโทรคมนาคม Chunghwa Telecom / CHT InventAI ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์ม AI MLOps แบบครบวงจรในชื่อ &ldquo;DeepFlow&rdquo; ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การฝึกอบรมไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการบริหารงานวิจัยและพัฒนา AI ลงกว่าครึ่ง ขณะที่โรงพยาบาล Tung&#39;s Taichung MetroHarbor Hospital นครไทจง จับมือกับบริษัท Chiun Mai Communication Systems พัฒนาแพลตฟอร์ม Fusion เพื่อการดูแลสุขภาพรูปแบบอัจฉริยะ ซึ่งสามารถช่วยลดภาระของบุคลากรการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านเทคโนโลยีการระบุตำแหน่งที่แม่นยำ และการตรวจสอบติดตามแบบไร้ซึ่งการสัมผัส<br />
&nbsp;<br />
การประสานความร่วมมือกันอย่างลึกซึ้งของสถานพยาบาลและบริษัทโทรคมนาคม ก่อให้เกิดแผนโซลูชันแก้ปัญหาเชิงคลินิกหลายรายการ ภายใต้ &ldquo;การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการดูแลสุขภาพ&rdquo; อาทิ : โรงพยาบาล Chang Bing Show-Chwan Memorial Hospital ได้อัดฉีดแผนโซลูชันการถ่ายภาพอัจฉริยะแบบบูรณาการมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผ่าตัด ส่วนหุ่นยนต์โรบอท &ldquo;Aibao&rdquo; ที่คิดค้นวิจัยโดยโรงพยาบาล China Medical University Hopspital และบริษัทเทคโนโลยี Changlian Technology คาดว่าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ได้กว่าครึ่งในอนาคต นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม ocloop.AI ของโรงพยาบาล Kaohsiung Medical University และแพลตฟอร์ม HOPES ของโรงพยาบาลฉางเกิง สาขานครเกาสง ต่างก็ได้ประยุกต์ใช้ AI เพื่อการบูรณาการข้อมูลด้านพันธุกรรมและการรักษาเชิงคลินิก เพื่อเป็นหลักอ้างอิงในการจัดตั้งระบบวินิจฉัยและการติดตามผลโรคมะเร็งที่แม่นยำยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;<br />
ในด้าน &ldquo;ระบบการแพทย์ทางไกลและเวชศาสตร์ครอบครัว&rdquo; แผนโซลูชันในชื่อ QOCA apc ที่ประสานความร่วมมือโดยมหาวิทยาลัยเฉิงกง (NCKU) และบริษัท Quanta Computer Inc. ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานพยาบาลหลายแห่ง ส่วนโรงพยาบาล Cathay General Hospital ก็ได้นำระบบ IMoT มาใช้เพื่อการดูแลผู้สูงอายุแบบรายบุคคล ส่วนโรงพยาบาล E-Da Healthcare Group ก็ได้มีการผลักดันฐานการประเมินรูปแบบอัจฉริยะในชื่อ iBot เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแพทย์อัจฉริยะไต้หวันประสบความสำเร็จในการผลักดันเทคโนโลยีทันสมัยเข้าสู่การบริการในท้องถิ่น ผ่านรูปแบบการประสานความร่วมมือของทีมชาติไต้หวันที่เกิดจากการรวมตัวของบุคลากรทางการแพทย์และภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมโลกอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
หลังเสร็จสิ้นงานนิทรรศการ NDC ยังได้นำคณะตัวแทนเดินทางเข้าเยี่ยมชม AHMC Healthcare ที่ตั้งอยู่เซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงพื้นที่สำรวจรูปแบบการบริหารธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ในท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างการวางรากฐานการตลาดในสหรัฐฯ ตลอดจนเพื่อขยายขอบเขตอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะของไต้หวัน ไปสู่ระดับสากลอย่างมีเสถียรภาพต่อไป<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ไต้หวันครองอันดับ 5 ในดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ประจำปี 2026]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/282248/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-5-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2026]]></link><guid>282248</guid><pubDate>2026/03/12</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ วันที่ 11 มี.ค. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 มูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) ซึ่งเป็นคลังสมองของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศ &ldquo;ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ประจำปี 2026&rdquo; (2026 Index of Economic Freedom) ผลปรากฏว่า ไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5 จาก 184 ประเทศ/กลุ่มเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนรวม 79.8 ซึ่งเป็นคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.1 อยู่ในอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย จึงจะเห็นได้ว่า ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไต้หวันในภาพรวม เป็นรองเพียงสิงคโปร์ที่ครองอันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่อันดับ 2 ไอร์แลนด์ที่อยู่อันดับ 3 ออสเตรเลียที่อยู่อันดับ 4 และเป็นอันดับที่แซงหน้าเนเธอร์แลนด์ที่อยู่อันดับ 10 แคนาดาที่อยู่อันดับ 14 เกาหลีใต้ที่อยู่อันดับ 19 สหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 22 อังกฤษที่อยู่อันดับ 29 ญี่ปุ่นที่อยู่อันดับ 30 และจีนที่อยู่อันดับ 154<br />
&nbsp;<br />
รายงานประจำปี 2026 ระบุว่า ในบรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เศรษฐกิจมีการพัฒนาเติบโตเร็วที่สุดในโลก สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้นโดดเด่นในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำคะแนนได้กว่า 72.8 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2.6 คะแนน ถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 22 ของโลก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวม เสรีภาพทางเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับ &ldquo;ส่วนใหญ่ไม่เสรี&rdquo; (Mostly Unfree) ด้วยคะแนนเฉลี่ย 59.5 คะแนน เนื่องจากสถานะทางคลังของหลายประเทศ ที่กำลังเผชิญวิกฤตความเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นการบั่นทอนผลิตภาพการผลิตโดยรวม และส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความอ่อนแอลงอย่างหนัก &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
เกณฑ์การจัดอันดับดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ทั้ง 12 รายการ ไต้หวันมี 6 รายการที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับ &ldquo;เสรีภาพ&rdquo; (100-80 คะแนน) ซึ่งเรียงตามลำดับ ดังนี้ : &ldquo;ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม&rdquo; (94.3) &ldquo;การคลังที่มั่นคง&rdquo; (92.9) &ldquo;รายจ่ายของรัฐบาล&rdquo; (90) &ldquo;เสรีภาพทางการค้า&rdquo; (86) &ldquo;สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; (83.4) และ &ldquo;เสรีภาพทางการเงิน&rdquo; (80.3) โดยในจำนวนนี้ &ldquo;สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; , &ldquo;ความโปร่งใสของรัฐบาล&rdquo; , &ldquo;การคลังที่มั่นคง&rdquo; และ &ldquo;เสรีภาพทางการเงิน&rdquo; ล้วนแต่ได้รับคะแนนที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ไต้หวันยังมี 4 ตัวชี้วัดที่ติดอันดับ 20 ของโลก เรียงตามลำดับ ดังนี้ : &ldquo;เสรีภาพทางการค้า&rdquo; (อันดับที่ 8) , &ldquo;เสรีภาพด้านแรงงาน&rdquo; (อันดับที่ 13) , &ldquo;ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม&rdquo; (อันดับที่ 15) และ &ldquo;เสรีภาพทางการเงิน&rdquo; (อันดับที่ 16) ในจำนวนนี้ &ldquo;เสรีภาพด้านแรงงาน&rdquo; ขยับขึ้นจากอันดับที่ 17 มาสู่อันดับที่ 13 มีพัฒนาการที่เด่นชัดที่สุด<br />
&nbsp;<br />
ในช่วงระหว่างปี 2024 &ndash; 2025 ไต้หวันได้ผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมายหลายรายการ อาทิ : การปรับแก้ &ldquo;กฎระเบียบว่าด้วยการพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)&rdquo; เพื่อช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SMEs ยกระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกก้าว นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับแก้ &ldquo;กฎระเบียบว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์&rdquo; เพื่อส่งเสริมการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดความแพร่หลายในไต้หวัน ประกอบกับยังมีการปรับแก้ &ldquo;กฎระเบียบว่าด้วยการอนุมัติขอสัญชาติไต้หวัน&rdquo; โดยได้ผ่อนคลายเงื่อนไขระยะเวลาพำนักสำหรับบุคลากรต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงที่ต้องการยื่นขอสัญชาติ รวมถึงการปรับแก้ &ldquo;กฎหมายกิจการไฟฟ้า&rdquo; เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดในการซื้อขายพลังงานสีเขียว และเพิ่มประเภทธุรกิจผู้ให้บริการไฟฟ้าเฉพาะด้าน นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันมาตรการการตรวจลงตราสำหรับผู้เร่ร่อนทางดิจิทัล (digital nomad visas) เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันก้าวสู่ฐานบุคลากรผู้เร่ร่อนทางดิจิทัลแห่งใหม่ อีกทั้งยังได้มีการปรับแก้มาตรการจูงใจทางภาษีใน &ldquo;กฎระเบียบว่าด้วยนวัตกรรมอุตสาหกรรม&rdquo; เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอัดฉีดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) , กลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกลไกส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มสตาร์ทอัพ เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการจะปรับปรุงและยกระดับเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไต้หวัน<br />
&nbsp;<br />
ทิศทางการพัฒนาในอนาคต ทั่วโลกจะยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การพัฒนาด้าน AI , นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ , ปัญหากำลังการผลิตล้นเกินของจีน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนและความท้าทายที่เกิดจากสถานการณ์ความพลิกผันเหล่านี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการพัฒนาที่ยั่งยืนของไต้หวัน ตลอดที่ผ่านมา ไต้หวันยืนหยัดในการเดินบนเส้นทางบนแนวคิดหลักด้านเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่จะลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังปรับตัวตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และการเปิดกว้าง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สามารถคาดการณ์ได้<br />
&nbsp;<br />
ภายใต้สถานการณ์ที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่งอัดฉีดการพัฒนารูปแบบอัจฉริยะ โดยหวังว่า AI จะสามารถพัฒนาสู่การเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีและกำลังการผลิตระดับโลก รัฐบาลนอกจากจะให้ความช่วยเหลือแก่ภาคอุตสาหกรรมยกระดับเปลี่ยนผ่านแล้ว ยังจะให้การสนับสนุนภาคธุรกิจ วางแผนการพัฒนาด้วยอุดมการณ์และวางรากฐานเชิงกลยุทธ์ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพทางดิจิทัลของภาคธุรกิจและสร้างคุณค่าระยะยาว เพื่อสั่งสมข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยความยืดหยุ่นและต่อเนื่อง<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.กระทรวงเกษตรไต้หวันนำผู้ประกอบการเดินทางเยือนญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมงานมหกรรมอาหารนานาชาติโตเกียว และเพื่อรุกขยายโอกาสทางธุรกิจสินค้าเกษตรของไต้หวัน]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/282144/%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7.%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-]]></link><guid>282144</guid><pubDate>2026/03/10</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงเกษตร วันที่ 9 มี.ค. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายเฉินจวิ้นจี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรไต้หวัน (Ministry of Ariculture, MOA) ได้นำคณะตัวแทนเดินทางเยือนญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วม &ldquo;มหกรรมอาหารนานาชาติโตเกียว&rdquo; (FOODEX JAPAN 2026) โดยในโอกาสนี้ รมว.เฉินฯ จะเข้าเยี่ยมเยือนช่องทางการจัดจำหน่ายและเข้าร่วมกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ผลไม้ไต้หวัน เพื่อช่วยรุกขยายตลาดและคว้าโอกาสธุรกิจให้แก่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ<br />
&nbsp;<br />
ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญของไต้หวัน ยอดส่งออกสินค้าเกษตรของไต้หวันสู่ญี่ปุ่น ในปี 2025 สร้างมูลค่ากว่า 630 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงนับว่าเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไต้หวัน ซึ่งรายการสินค้าส่งออก ประกอบด้วย : ปลาทูนา , ถั่วแระ , สัปปะรด , กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส , ข้าวสาร , กล้วยไม้สกุลออนซิเดียมและปลาซัมมะ เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมชื่นชอบจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก และเป็นฐานสำคัญในการรุกขยายตลาดไฮเอนด์ของไต้หวัน การเดินทางเข้าร่วมงานมหกรรมอาหารนานาชาติโตเกียวของ รมว.เฉินฯ ในครั้งนี้ ได้รวบรวมคณะผู้ประกอบการไต้หวันเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย เพื่อจัดแสดงสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของไต้หวัน และเข้าร่วมกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ที่สำคัญๆ ตลอดจนร่วมเป็นสักขีพยานในการกระชับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างผู้ประกอบการของสองประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะรุกขยายสินค้าเกษตรคุณภาพของไต้หวันสู่ตลาดนานาชาติ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้แก่เกษตรกร น<br />
&nbsp;<br />
MOA ได้จัดตั้ง &ldquo;โซนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ&rdquo; ขึ้นในคูหาไต้หวัน ภายในงานมหกรรมอาหารนานาชาติโตเกียว โดยหวังที่จะนำเสนอให้เห็นศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพของไต้หวัน ผ่านการสร้างภาพลักษณ์องค์รวมที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งรายการสินค้าที่นำมาร่วมจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ : ข้าวสาร , มันเทศ , มะม่วง , ฝรั่งอบแห้ง , แครอท , ใบชา , ปลาเก๋าลายเสือ , ปลากะพงขาว , ไข่ปลากระบอก , หอยตลับลาย , หมูตุ๋นสไตล์ไต้หวัน เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
MOA ชี้แจงว่า ในวาระโอกาสครั้งนี้ รมว.เฉินฯ ยังได้เข้าพบปะกับผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของญี่ปุ่น เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการจับมือทางการค้า ระหว่างผู้ประกอบการไต้หวัน - ญี่ปุ่น พร้อมกันนี้ ยังมีกำหนดการเข้าร่วม &ldquo;การแข่งขันฟุตบอลเพื่อการประชาสัมพันธ์ผลไม้ไต้หวัน 2026&rdquo; ที่เกิดจากการผนวกรวมกิจกรรมกีฬาและการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรของไต้หวัน อาทิ สัปปะรดและกล้วย ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคจากนานาประเทศทั่วโลก มองเห็นสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของไต้หวัน ผ่านการประชาสัมพันธ์วงกว้างในครั้งนี้<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ให้การต้อนรับคณะตัวแทน “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์” (SIA)]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/281933/%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%99.%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%8B%E0%B8%AD-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99-%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B8]]></link><guid>281933</guid><pubDate>2026/03/03</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 2 มี.ค. 69<br />
<br />
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 มีนาคม ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้ให้การต้อนรับคณะตัวแทน &ldquo;สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์&rdquo; (Semiconductor Industry Association, SIA) ของสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่า ไต้หวันในฐานะหนึ่งในอาณาจักรด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก พวกเราจะเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการจัดตั้งเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพและเชื่อถือได้<br />
&nbsp;<br />
หลายปีมานี้ เนื่องด้วยประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน จึงส่งผลให้ความมั่นคงและความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กลายมาเป็นไฮไลท์สำคัญที่ประชาคมโลกเฝ้าจับตาร่วมกัน อนึ่ง ไต้หวัน - สหรัฐฯ ถือเป็นพันธมิตรประชาธิปไตยที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ผลสัมฤทธิ์ทางความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ ได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าความเชื่อมโยงทางภาคอุตสาหกรรมแล้ว โดยได้รับการยกระดับขึ้นสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม เพื่อร่วมรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยีและค่านิยมด้านประชาธิปไตย<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเผชิญหน้ากับการแข่งขันเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกที่นับวันยิ่งทวีความดุเดือดเพิ่มมากขึ้น ไต้หวันในฐานะหนึ่งในอาณาจักรด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก พวกเราจะยึดมั่นในหลักการ &ldquo;การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม เปิดกว้างและเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน&rdquo; ในการเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อร่วมจัดตั้ง &ldquo;ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน&rdquo; (Non &ndash; red Supply Chain) และกำหนดกลไกความร่วมมือด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์อันล้ำสมัยที่เอื้อประโยชน์ เกื้อหนุนและสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่กัน<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า ไต้หวัน - สหรัฐฯ ร่วมจัด &ldquo;การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6&rdquo; (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) ครั้งที่ 6 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยในระหว่างการประชุม เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายต่างร่วมลงนาม&ldquo;ปฏิญญา Pax Silica และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; (Joint Statement on the Pax Silica Declaration and U.S.-Taiwan Cooperation on Economic Security) เพื่อให้คำมั่นว่าจะจับมือกันก้าวสู่ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์หลัก 3 ประการ ได้แก่ : การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมและการพัฒนาอนาคตที่เจริญรุ่งเรือง เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
ไต้หวันมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สมบูรณ์และมีความหนาแน่นมากที่สุดในโลก ประกอบกับการมุ่งผลักดัน &ldquo;โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ&rdquo; โดยรัฐบาลอย่างกระตือรือร้นตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะบ่มเพาะบุคลากร AI จำนวน 500,000 คน ภายในปี 2040 ควบคู่ไปกับการพัฒนาวิจัยเทคโนโลยีสำคัญ 3 รายการ ได้แก่ : ซิลิคอนโฟโตนิกส์ , เทคโนโลยีควอมตัมและหุ่นยนต์ ปธน.ไล่ฯ เชื่อว่า ด้วยศักยภาพทางเทคโนโลยีที่มีความสมบูรณ์เช่นนี้ จะสามารถกระตุ้นให้ไต้หวัน - สหรัฐฯ พัฒนาความสัมพันธ์ทางความร่วมมือให้เกิดความแนบแน่นยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า ไต้หวันจะมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือของห่วงโซ่อุปทานโลกเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไต้หวัน รุกขยายการลงทุนและวางรากฐานการวิจัยพัฒนาในต่างแดนอย่างกระตือรือร้น ทั้งในสหรัฐฯ , ญี่ปุ่น , ยุโรปและกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมให้เทคโนโลยีแกนสำคัญและศูนย์วิจัยพัฒนา หยั่งรากลึกลงในไต้หวัน ผ่านการลงทุนข้ามพรมแดน ความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา และการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคลากร ตลอดจนจับมือกับหุ้นส่วนนานาชาติ ในการจัดตั้งเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและเชื่อถือได้<br />
&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังให้การยอมรับต่อ &ldquo;สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์&rdquo; (SIA) ที่มุ่งมั่นกระตุ้นความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับนานาชาติและผลักดันนวัตกรรมอุตสาหกรรมอย่างกระตือรือร้น อีกทั้งยังสวมบทบาทที่สำคัญในกลไกความร่วมมือแบบทวิภาคี ยกตัวอย่างเช่น การให้สนับสนุนไต้หวัน - สหรัฐฯ เร่งแก้ไขปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ้อนอย่างเปิดเผย โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นทั้งสองฝ่าย เดินหน้ากระชับความร่วมมือ ทั้งในด้านมาตรฐานเทคโนโลยี , การบ่มเพาะบุคลากร , ความมั่นคงทางไซเบอร์และความยืดหยุ่นทางดิจิทัล เป็นต้น ผ่านการการเสวนาเป็นวาระประจำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่น ท่ามกลางยุคสมัย AI<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
Mr. John Neuffer ประธานกรรมการบริหารสูงสุด SIA เน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าแบบทวิภาคีที่มีเสถียรภาพ มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอย่างมาก ในโอกาสนี้ Mr. Neuffer จึงขออวยพรให้คณะรัฐบาลภายใต้การนำของปธน.ไล่ฯ เร่งเปิดการเจรจาเพื่อการลงนาม &ldquo;ความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวัน &ndash; สหรัฐฯ &rdquo; (Agreement on Reciprocal Trade, ART) และ &ldquo;บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; (MOU) พร้อมกันนี้ Mr. Neuffer ยังได้กำชับให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 2 ฉบับข้างต้นอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดตั้งสภาพแวดล้อมการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีเสถียรภาพและสามารถคาดการณ์ได้ &nbsp;<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ไต้หวันคว้าอันดับ 2 ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ในรายงาน “สถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการโลก ประจำปี 2025/2026” ที่เผยแพร่โดยโครงการวิจัยทางด้านสถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (GEM) โดยจะเดินหน้าพิชิตเป้าหมาย “ระบบนิเวศทางธุรกิจด้านนวัตกรรม” ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/281949/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-2-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81]]></link><guid>281949</guid><pubDate>2026/03/03</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงเศรษฐการและคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ วันที่ 28 ก.พ. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและกลุ่มสตาร์ทอัพ (Small and Medium Enterprise and Startup Administration, SMESA) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) แถลงว่า จากข้อมูลรายงาน &ldquo;สถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการโลก ประจำปี 2025/2026&rdquo; ที่เผยแพร่โดยโครงการวิจัยทางด้านสถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (Global Entrepreneurship Monitor, GEM) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไต้หวันได้รับการจัดอันดับ ภายใต้ &ldquo;ดัชนีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแห่งชาติ&rdquo; (NECI) ให้อยู่อันดับ 2 ของโลก จาก 53 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกที่เข้ารับการประเมิน เป็นรองเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยซาอุดิอาระเบีย , ลิทัวเนียและอินเดีย อยู่ในอันดับที่ 3 &ndash; 5 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มประเทศในทวีปเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ได้รับการจัดให้อยู่อันดับ 8 , ญี่ปุ่นอยู่อันดับ 17 , ส่วนสหรัฐฯ อยู่อันดับ 20 และเยอรมนีอยู่อันดับ 24 แสดงให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมด้านการประกอบการของไต้หวันในภาพรวม ได้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานแนวหน้าระดับโลก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากนโยบายการประกอบธุรกิจด้านนวัตกรรม ที่รัฐบาลมุ่งผลักดันเสมอมาในระยะยาว<br />
&nbsp;<br />
SMESA แถลงว่า GEM คือดัชนีสำคัญระดับนานาชาติที่ใช้ประเมินสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของแต่ละประเทศ โดยในการประเมินครั้งนี้ ไต้หวันได้รับการจัดให้อยู่อันดับแนวหน้าในเกณฑ์ชี้วัด 3 รายการ ได้แก่ : &ldquo;นโยบายภาครัฐและระบบการบริหารจัดการ&rdquo; , &ldquo;การบริการสนับสนุนด้านธุรกิจและการพาณิชย์&rdquo; และ &ldquo;โครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์&rdquo; สื่อให้เห็นถึงประสิทธิภาพการสนับสนุนทางนโยบาย ศักยภาพการบริการอย่างมืออาชีพ และความสมบูรณ์พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ล้วนแต่เปี่ยมด้วยศักยภาพการแข่งขันในโลกนานาชาติ และนี่เป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใด MOEA จึงมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านกฎหมายสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการลดทอนความซับซ้อนของกระบวนการธุรการ ตลอดจนเร่งเสริมสร้างการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะบุคลากรและกลไกการพัฒนาอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;<br />
SMESA ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในแง่มุมโครงสร้างกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มผู้ประกอบการไต้หวันโดยส่วนมากมีความมั่นคงและมีความพร้อมทางวุฒิภาวะ ผู้ประกอบการในช่วงวัย 35 &ndash; 64 ปี ครองสัดส่วน 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้มักจะมีประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมและรากฐานทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จและศักยภาพการพัฒนาในระยะยาวของธุรกิจสตาร์ทอัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายปีมานี้ MOEA ได้ส่งเสริมให้บุคลากรที่มีประสบการณ์ เข้าสู่การเป็นเมล็ดพันธุ์ในการเป็นผู้ประกอบการ ผ่านมาตรการการชี้แนะ การจับคู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมและการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร และเทรนด์ธุรกิจใหม่ในระลอกที่สอง<br />
&nbsp;<br />
SMESA ระบุว่า รายงานชี้ชัดว่า ไต้หวันถูกจัดให้ติด 1 ใน 4 อันดับแรกของโลกที่มีคะแนน &ldquo;ยอดเยี่ยม&rdquo; (Excellent) เช่นเดียวกันกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , นอร์เวย์และสวีเดน ในเกณฑ์ชี้วัด &ldquo;ความตระหนักรู้ในแผนโซลูชันด้าน AI&rdquo; และ &ldquo;การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนขององค์กร&rdquo; สะท้อนให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจในไต้หวัน ได้มีการบรรลุมาตรฐานแนวหน้าระดับโลกแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ที่ผลักดันโดยรัฐบาลไต้หวันในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ อัดฉีดเทคโนโลยี AI , การประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะ และการส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำ รวมไปถึงแผนการแก้ไขปัญหารูปแบบนวัตกรรม ESG<br />
&nbsp;<br />
SMESA แถลงว่า ท่ามกลางสถานการณ์การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ การที่ไต้หวันสามารถคว้าอันดับ 2 มาครองในการประเมินครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ไต้หวันมีระบบนิเวศทางธุรกิจที่เปี่ยมด้วยความยืดหยุ่น โดยอนาคต พวกเราจะเดินหน้าพัฒนาสร้าง &ldquo;ระบบนิเวศทางธุรกิจด้านนวัตกรรม&rdquo; อย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยายเพิ่มงบประมาณการลงทุน การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบทางกฎหมายและสภาพแวดล้อมการลงทุน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและการเชื่อมโยงตลาดนานาชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยพัฒนาของกลุ่มผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการบูรณาการทรัพยากรจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติและการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อสร้างเสริมกลไกการสนับสนุนด้านเงินทุนให้ครอบคลุมทุกช่วงการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างครบวงจร<br />
&nbsp;<br />
SMESA เน้นย้ำว่า ไต้หวันไม่เพียงแต่เป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญระดับโลก แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นประเทศส่งออกแผนโซลูชันด้านนวัตกรรมสู่ตลาดโลก โดยรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเชื่อมโยงสู่ตลาดนานาชาติ ตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการให้คำปรึกษาชี้แนะผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพ , สินเชื่อการลงทุนประกอบธุรกิจ และกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ตลอดจนเครือข่ายการบ่มเพาะบุคลากรและกลไกการพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันสวมบทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในแผนแม่บทด้านนวัตกรรมระดับโลก<br />
&nbsp;<br />
คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) แถลงว่า เพื่อสรรสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจด้านนวัตกรรมที่มีความสมบูรณ์ นับตั้งแต่ที่ NDC จัดตั้ง &ldquo;โครงการลงทุนการประกอบธุรกิจ&rdquo; เป็นต้นมา ก็ได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ผ่านการอัดฉีดเงินทุนและการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความยากลำบากในการระดมทุนของกลุ่มสตาร์ทอัพในช่วงระยะเริ่มต้น ส่งผลให้ยอดเงินลงทุนโดยรวม เพิ่มขึ้นจาก 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2015 เป็น 3,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ประกอบกับในปี 2025 ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 5,000 เหรียญไต้หวันเป็น 10,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ควบคู่ไปกับการผ่อนปรนคุณสมบัติการยื่นอนุมัติ พร้อมทั้งขยายระยะเวลาการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ จาก 5 ปีเป็น 8 ปี ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้รับเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการบริหารและพัฒนาองค์กรในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ NDC ยังได้เปิดตัวโครงการซิลิคอนแวลลีย์เอเชีย เวอร์ชัน 3.0 (Asia Silicon 3.0) เพื่อช่วยพยุงการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่อย่าง AI , 5G และ AIoT ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันพัฒนาเปลี่ยนผ่านจาก &ldquo;ผู้รับจ้างผลิตสินค้า&rdquo; ไปสู่ &ldquo;ประเทศส่งออกแผนโซลูชันด้านนวัตกรรม&rdquo; ขณะเดียวกัน ในปี 2026 สภาบริหารยังได้ลงมติอนุมัติ &ldquo;โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ&rdquo; ที่ยื่นเสนอโดย NDC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ไต้หวันก้าวสู่ศูนย์กลางสำคัญสำหรับเงินทุนนวัตกรรม AI ระดับโลก<br />
&nbsp;<br />
ขณะนี้ รัฐบาลไต้หวันกำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปี่ยมศักยภาพการแข่งขันในระดับนานาชาติ ด้วยการทุ่มเทผลักดันภารกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ : (1) ขยายเป้าหมายการลงทุน : ด้วยการจัดตั้งโครงการสนับสนุนเพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาที่สมดุลในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรม พร้อมทั้งจัดตั้งแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพ (2) ดึงดูดและรวบรวมแหล่งเงินลงทุน : NDC มีหน้าที่ชี้นำและเชื่อมโยงทรัพยากรการลงทุนจากภาคเอกชน พร้อมทั้งจัดตั้งแพลตฟอร์มระดมทุนด้านนวัตกรรมระดับเอเชีย เพื่อดึงดูดให้สตาร์ทอัพและเงินทุนหลั่งไหลเข้าสู่ไต้หวัน และ (3) การยกระดับคุณภาพของกลุ่มสตาร์ทอัพ : ฐานที่ตั้งในกรุงโตเกียวจะขยายความสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือกับพันธมิตรหลัก อาทิเช่น บริษัทการค้าชั้นนำของญี่ปุ่น ; ในขณะที่ฐานที่ตั้งในซิลิคอนแวลลีย์จะทำการเชื่อมโยงกับสถาบันอุดมศึกษาและบริษัทชั้นนำของอเมริกา ควบคู่ไปกับการดึงดูดและแสวงหาผู้ประกอบการต่อเนื่อง (Serial Entrepreneur) หรือนักลงทุนที่มีชื่อเสียงมาเป็นที่ปรึกษา เพื่อช่วยชี้แนะแนวทางสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ทั้งนี้ เพื่อช่วยขจัดอุปสรรคสำหรับสตาร์ทอัพที่มีความประสงค์จะตั้งรกรากในต่างแดน ตลอดจนเพื่อผลักดันให้ไต้หวันเป็นแดนสวรรค์ในฝันสำหรับผู้ประกอบการทั่วโลก<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ปธน.ไล่ชิงเต๋อ เข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัว “มหกรรมกล้วยไม้นานาชาติไต้หวัน ประจำปี 2026”]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/281903/%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%99.%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%8B%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E2%80%9C%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8A]]></link><guid>281903</guid><pubDate>2026/03/02</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 26 ก.พ. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้เดินทางเยือนนครไถหนาน เพื่อ เข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัว &ldquo;มหกรรมกล้วยไม้นานาชาติไต้หวัน ประจำปี 2026&rdquo; (Taiwan International Orchid Show) ภายใต้ธีม &ldquo;Blooming Taiwan&rdquo; ที่มีกำหนดการจัดขึ้น ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ &ndash; 16 มีนาคม 2026 โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้ทำการบูรณาการเทคโนโลยี AI , การจัดแสดงรูปแบบ Immersive และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อนำเสนอให้เห็นภาพลักษณ์ที่หลากหลายของอุตสาหกรรมดอกไม้ที่เริ่มต้นจากท้องถิ่น พัฒนาไปสู่ประชาคมโลก<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ ให้การยอมรับต่องานมหกรรมกล้วยไม้ไต้หวันที่ถูกจัดให้อยู่ใน 3 อันดับแรกของโลก ทัดเทียมกับมหกรรมกล้วยไม้โลก (World Orchid Conference) และมหกรรมกล้วยไม้โตเกียว (Japan International Orchid and Flower Show) ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและบรรดาผู้ซื้อนานาชาติ พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ชี้แจงผลสัมฤทธิ์สำคัญที่เกิดจากการเจรจาต่อรองภาษีศุลกากรสหรัฐฯ สำหรับกล้วยไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ อีกหลายรายการ ขณะเดียวกัน ปธน.ไล่ฯ ยังได้ระบุว่า โครงการขยายฐานนวัตกรรมอุตสาหกรรมดอกไม้ ระยะ 2 ในอนาคต จะส่งผลให้พื้นที่มีขนาดรวมเกือบ 300 เฮกตาร์ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าอัดฉีดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีเกิดใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอย่างกระตือรือร้นต่อไป<br />
&nbsp;<br />
งานมหกรรมกล้วยไม้นานาชาติไต้หวันครั้งนี้ จัดขึ้นโดยกระทรวงเกษตร (MOA) เป็นครั้งแรก โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นควบคู่กับนิทรรศการการแสดงผลงานเทคโนโลยีบนไม้ดอกประดับ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยในจำนวนนี้ &ldquo;สวนนวัตกรรมอุตสาหกรรมดอกไม้&rdquo; ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาขึ้นเมื่อเดือนกันยายนของปีที่แล้ว ในชื่อว่า &ldquo;อุทยานเทคโนโลยีชีวภาพกล้วยไม้ไต้หวัน&rdquo; (Taiwan Orchid&nbsp;Plantation)<br />
&nbsp;<br />
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า ในพื้นที่อุทยานขนาด 200 เฮกตาร์แห่งนี้ รัฐบาลได้จัดทำแผนพัฒนาทั้งในระยะกลางและระยะยาวไว้แล้ว ประกอบกับโครงการขยายพื้นที่ ระยะ 2 ที่ยื่นเสนอโดยกระทรวงเกษตร ก็ได้รับการลงมติเห็นชอบผ่านจากสภาบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะขยายพื้นที่รวมเกือบ 300 เฮกตาร์ เพื่อช่วยกระตุ้นขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในอนาคต จะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกและการผลิต ลดต้นทุน และช่วยส่งเสริมให้กล้วยไม้ของไต้หวัน มีความได้เปรียบในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ระบุอีกว่า รัฐบาลจะมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจในคว้าสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีศุลกากรการส่งออกสู่สหรัฐฯ เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดอกไม้ของไต้หวัน อีกทั้งในอนาคต ยังจะจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยพัฒนา ภายในสวนนวัตกรรมอุตสาหกรรมดอกไม้ ควบคู่ไปกับการผลักดันการยกระดับเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมดอกไม้ ภายใต้โครงการก่อสร้างระยะกลางและระยะยาว และหวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้า มูลค่าการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับในฐานวิจัยแห่งนี้ จะสร้างยอดสูงถึง 2,400 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี และสร้างโอกาสตำแหน่งงานได้มากกว่า 3,000 รายการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่<br />
&nbsp;<br />
นายเฉินจวิ้นจี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ชี้แจงว่า การส่งเสริมให้ประชาคมโลกได้ชื่นชมความงดงามของดอกไม้นานาพันธุ์ และการส่งเสริมให้ประชาคมโลกมองเห็นพลังชีวิตของไต้หวัน ผ่านความงดงามของบุปผชาติ คือวิสัยทัศน์ที่สำคัญที่สุดของมหกรรมกล้วยไม้นานาชาติ โดยเฉพาะมหกรรมกล้วยไม้นานาชาติไทเปที่ได้รับการยกระดับให้ทัดเทียมกับมหกรรมกล้วยไม้โลกมานานหลายปี<br />
&nbsp;<br />
รมว.เฉินฯ แถลงว่า จากรายงานข้อมูลสถิติ ประจำปี 2024 มูลค่าการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไต้หวันสู่ต่างประเทศ สร้างยอดสูงถึง 6,540 ล้านเหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้ กล้วยไม้ครองสัดส่วนกว่าร้อยละ 90% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 6,000 เหรียญไต้หวัน ในอนาคต มหกรรมกล้วยไม้นานาชาติไทเปจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและรุกขยายตลาดนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน MOA จะทำหน้าที่เชื่อมโยงประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการในแวดวงที่เกี่ยวข้องอย่างกระตือรือร้น ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยี การบ่มเพาะบุคลากรและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้อุตสากหรรมดอกไม้ของไต้หวัน พัฒนาไปข้างหน้าบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคง<br />
&nbsp;<br />
หลายปีมานี้ ไต้หวันพัฒนาจากการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมมาสู่การเพาะปลูกแบบแม่นยำและการผลิตแบบอัจฉริยะ ก่อให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การคิดค้นวิจัย การผลิตไปจนสู่การส่งออก ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส (Phalaenopsis) หลักของโลก<br />
&nbsp;<br />
งานมหกรรมกล้วยไม้นานาชาติ 2026 ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ประจำปีเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอให้ประชาคมโลกประจักษ์เห็นศักยภาพด้านนวัตกรรมและความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรมการเกษตรในไต้หวันอีกด้วย<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[นรม.ไต้หวันชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับภาษีศุลกากรสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า ไต้หวันจะยึดถือตามข้อตกลงทางการค้า ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิม ในการติดต่อเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่าไต้หวันจะยังคงสามารถรักษาข้อได้เปรียบและได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/เศรษฐกิจ/281816/%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1.%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1]]></link><guid>281816</guid><pubDate>2026/02/25</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">สภาบริหาร วันที่ 24 ก.พ. 69<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นางเติ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวัน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีประจำสภาบริหารและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงแรงงานและกระทรวงเกษตร เข้าร่วมจัด &ldquo;งานแถลงข่าวชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดด้านภาษีศุลกากร&rdquo; โดยรองนรม.เติ้งฯ เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักของรัฐบาลยังคงเดิม ไม่ว่านโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม รัฐบาลไต้หวันจะยึดถือสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการลงนามในกรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ (Agreements on Reciprocal Trade, ART) เป็นพื้นฐาน และเดินหน้าเปิดการเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมของไต้หวันจะยังคงรักษาข้อได้เปรียบและได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุด พร้อมทั้งจะแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติและภาคอุตสาหกรรมอย่างกระตือรือร้นต่อไป<br />
&nbsp;<br />
รองนรม.เติ้งฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และการประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารตาม &quot;มาตรา 122&quot; ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และการเปิดเผยว่าจะใช้ช่องทางกฎหมายอื่นๆ เพื่อสานต่อนโยบายภาษีศุลกากร ด้วยสถานการณ์ความพลิกผันเหล่านี้ ส่งผลให้ภาคประชาสังคมต่างเฝ้าจับตาต่อผลการเจรจาภาษี ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ , ผลกระทบของคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หลังทราบข่าว รองนรม.เติ้ง พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้เปิดการอภิปรายหารือกันอย่างกระตือรือร้นต่อแนวทางการรับมือในลำดับขั้นถัดไป<br />
&nbsp;<br />
รองนรม.เติ้งฯ ได้ชี้แจงสถานการณ์การค้าล่าสุด ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ โดยได้หยิบยกกรณีตัวอย่างในปี 2024 มาประกอบการอธิบาย โดยระบุว่า รายการสินค้ากว่า 76% ของมูลค่าการส่งออกจากไต้หวันสู่สหรัฐฯ เป็นสินค้าที่ได้รับการตรวจสอบหรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ ภายใต้ &ldquo;มาตรา 232&rdquo; ส่วนรายการสินค้าอีก 24% ต้องถูกคิดภาษีศุลกากรตามสัดส่วนเดิม ด้วยเหตุนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่ผ่านมาของการเจรจา จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งภาษีตอบโต้และภาษีมาตรา 232 และเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใด &ldquo;กรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; ที่ร่วมลงนามโดยไต้หวัน - สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และ &ldquo;บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ด้านการลงทุน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ&rdquo; ที่ลงนามโดยไต้หวัน &ndash; กระทรวงพาณิชย์ จึงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีที่สุดในคราวเดียวกัน รวมถึงสิทธิประโยชน์สูงสุด ภายใต้ &ldquo;มาตรา 232&rdquo; อันถือเป็นการพลิกฟื้นวิกฤตแรงกดดันทางการแข่งขันและปัจจัยความไม่แน่นอนในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม การเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน ไปสู่ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต<br />
&nbsp;<br />
รองนรม.เติ้งฯ เน้นย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับ &ldquo;มาตรา 232&rdquo; เพราะฉะนั้น สิทธิประโยชน์สูงสุดที่เราได้รับตาม MOU จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงอัตราภาษีที่ได้รับการกำหนดไว้แล้ว สำหรับชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ , เฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนอากาศยาน รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ที่เตรียมจะประกาศผลในอนาคต ก็ล้วนแต่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า (MFN) ล่วงหน้าแล้ว สำหรับความเป็นไปได้ในการสอบสวนรายการสินค้าเพิ่มเติม ภายใต้มาตรา 232<br />
หลังการพิพากษานั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝ่ายไต้หวันได้ระบุชัดลงในญัตติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความไม่แน่นอนที่ภาคอุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญหน้าในอนาคต<br />
&nbsp;<br />
Mr. Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงว่า นอกจาก &ldquo;มาตรา 122&rdquo; แล้ว สหรัฐฯ อาจดำเนินการสอบสวนทางการค้าต่อนานาประเทศทั่วโลก ภายใต้มาตรา 301 ของ &ldquo;กฎหมายการค้า ปี ค.ศ. 1974&rdquo; โดยในอนาคต รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างอิงตามผลการสอบสวนว่าเห็นสมควรต่อการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับประเทศเหล่านั้นหรือไม่<br />
&nbsp;<br />
ต่อกรณีความกังวลของภาคประชาสังคมที่มีต่อผลประโยชน์ของสินค้าไต้หวันได้รับการยกเว้นภาษี ภายใต้ ART รวม 2,072 รายการ จะได้รับผลกระทบหรือไม่นั้น ? รองนรม.เติ้งฯ ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ สินค้าที่ได้รรับการยกเว้นภาษี ภายใต้กรอบ ART ประกอบด้วย สินค้าเกษตร 261 รายการ และสินค้าอุตสาหกรรม 1,811 รายการ อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ที่ประกาศโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่า สินค้าเกษตรลดลงเหลือ 230 รายการที่ยังคงได้รับการยกเว้น โดยในจำนวนนี้ มี 27 รายการที่ ART ส่งมอบสิทธิพิเศษให้ไต้หวันโดยเฉพาะ ซึ่งมิได้ระบุไว้ในรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมลดลงเหลือ 1,367 รายการ แต่ในจำนวนนี้ มี 444 รายการที่ไม่ได้อยู่ในรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี<br />
&nbsp;<br />
นอกเหนือจากความแตกต่างในแง่ของจำนวนแล้ว รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีในครั้งนี้ ได้รับการประกาศโดยสภาบริหารของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากเดิม 2,072 รายการ มี 1,735 รายการที่ระบุไว้ภายใต้กรอบ ART หมายความว่า ไม่ว่าคำสั่งฝ่ายบริหารจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในอนาคตอย่างไร มาตรการการยกเว้นที่สหรัฐฯ มีต่อไต้หวันจะยังคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น ใบชาและชิ้นส่วนอากาศยานหลายรายการ ต่างได้รับการกำหนดเข้าสู่รายชื่อการยกเว้นภาษี แต่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ส่วนรายการสินค้า อาทิ กล้วยไม้ สารเคมีทางเภสัชกรรมและสิ่งพิมพ์ ที่เดิมได้รับการระบุไว้ในรายการยกเว้นภายใต้ ART แต่ขณะนี้ ยังมิได้รับการระบุยกเว้น ภายใต้คำสั่งของฝ่ายบริหารในครั้งนี้<br />
&nbsp;</div>]]></description></item></channel></rss>