<?xml version="1.0"?><rss version="2.0"><channel><title><![CDATA[Taiwan Today - สิ่งแวดล้อม]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/]]></link><description><![CDATA[RSS]]></description><language><![CDATA[ภาษาไทย]]></language><image><title><![CDATA[Taiwan Today - สิ่งแวดล้อม]]></title><url><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/images/logo.jpg]]></url><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/]]></link></image><item><title><![CDATA[ไต้หวัน-อังกฤษ ร่วมจับมือเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero และแก้ไขปัญหาภูมิภาคในงาน 2026 Taiwan-UK Industrial Decarbonisation Workshop]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/283968/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88-Net-Zero-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4]]></link><guid>283968</guid><pubDate>2026/05/15</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part"><p>กระทรวงสิ่งแวดล้อม วันที่ 13 พฤษภาคม 2569<br />
<br />
เพื่อกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างไต้หวันและสหราชอาณาจักรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น กระทรวงสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานตัวแทนอังกฤษในไทเปได้ร่วมกันจัดงาน 2026 Taiwan-UK Industrial Decarbonisation Workshop ขึ้น เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายมาร่วมแลกเปลี่ยนเชิงลึกในประเด็นต่างๆ อาทิ โครงสร้างนโยบาย, การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย, การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนักและธุรกิจ SME รวมถึงการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การหารือถึงความท้าทายและโอกาสในครั้งนี้ มุ่งสร้างความเห็นชอบร่วมกันเชิงนโยบาย และส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการลดคาร์บอนระหว่างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม<br />
<br />
นายเซี่ยเยี่ยนหรู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า ไต้หวันได้บรรจุเป้าหมาย &ldquo;การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050&rdquo; ไว้ในกฎหมาย พร้อมเสริมสร้างเป้าหมายการลดคาร์บอนในปี 2030 (ร้อยละ 28&plusmn;2) และปี 2035 (ร้อยละ 38&plusmn;2) ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยระบบการกำหนดราคาคาร์บอน ที่เริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2025 จะถูกบูรณาการเข้ากับ &ldquo;กองทุนเพื่อการเติบโตสีเขียว&rdquo; มูลค่าหมื่นล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่คาร์บอนต่ำอย่างเต็มกำลัง<br />
<br />
นางเอมิลี เนลสัน ผู้แทนอังกฤษประจำไต้หวัน เน้นย้ำว่า สหราชอาณาจักรและไต้หวันมีความได้เปรียบที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันในประเด็นการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม แม้ทั้งสองฝ่ายจะเผชิญกับความท้าทายในลักษณะเดียวกัน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ทั้งสหราชอาณาจักรและไต้หวันต่างมองว่าการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย<br />
<br />
ในโอกาสที่ท่านรัฐมนตรีให้การต้อนรับคณะผู้แทนอีกครั้ง ท่านได้ย้ำถึงความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างไต้หวันและอังกฤษในด้านภูมิอากาศที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมขอบคุณที่อังกฤษให้การสนับสนุนในการผลักดันและจัดตั้งระบบการกำหนดราคาคาร์บอนของไต้หวัน สำหรับแนวทางการแลกเปลี่ยนในระดับปฏิบัติการอนาคต ท่านรัฐมนตรีได้นำเสนอแผนความร่วมมือหลัก 3 ประการ ได้แก่:<br />
<br />
1. การนำกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยตลาดมาใช้: คาดหวังที่จะถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของอังกฤษ เพื่อนำแนวคิดเชิงตลาดและระบบสถาบันต่างๆ มาปรับใช้ในไต้หวัน เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ให้สมบูรณ์ในอนาคต<br />
<br />
2. การขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด: ยินดีต้อนรับวิสาหกิจและเงินทุนจากอังกฤษเข้ามาลงทุนในไต้หวัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Net Zero เช่น พลังงานลมในทะเล (Offshore Wind) และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจสีเขียวร่วมกัน<br />
<br />
3. การผนึกกำลังรุกตลาดโลก: คาดหวังที่จะนำจุดแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมไอซีที (ICT) ของไต้หวัน รวมถึงศักยภาพของตลาดทุน ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการเงิน นโยบายภูมิอากาศ และนวัตกรรมของอังกฤษ เพื่อร่วมกันให้บริการในตลาด Net Zero ทั้งในเอเชียและทั่วโลก<br />
<br />
กระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุทิ้งท้ายว่า จากการเยี่ยมเยียนและแลกเปลี่ยนเชิงลึกทั้งในงานเวิร์กชอปและการเข้าพบในวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงใช้ความได้เปรียบที่มีร่วมกัน เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านการลดคาร์บอนและ Net Zero ให้เป็นไปในเชิงลึกยิ่งขึ้นต่อไป</p>
</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[รองปธน.เซียวเหม่ยฉินเข้าร่วม “พิธีเปิดการประชุมประจำปีว่าด้วยแผนปฏิบัติการด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน ปี 2026”]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/283404/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%99.%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%89%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2]]></link><guid>283404</guid><pubDate>2026/04/22</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 21 เม.ย. 69<br />
<br />
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน ได้เข้าร่วม &ldquo;พิธีเปิดการประชุมประจำปี 2026 ว่าด้วยแผนปฏิบัติการด้านการออกแบบที่ยั่งยืน&rdquo; โดยรองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า โลกในปัจจุบันต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความผันผวน วิกฤตด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เพราะฉะนั้น ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ จึงได้กลายมาเป็นประเด็นที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ พร้อมกันนี้ รองปธน.เซียวฯ ยังได้เน้นย้ำว่า การส่งเสริมความยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างกระแสสังคมให้ประชาชนมีจิตสำนึกร่วมกัน ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันพัฒนาสู่การเป็นประเทศแนวหน้าที่เชื่อถือได้ ในการเปลี่ยนผ่านสู่การปลอดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (NET ZERO) ทั้งนี้ เพื่อสรรสร้างอนาคตที่เปี่ยมด้วยความหวังและความยั่งยืนให้แก่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;<br />
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า เมื่อโลกเผชิญหน้ากับปัจจัยความไม่แน่นอนและความท้าทาย ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันยิ่งเกิดความสลับซับซ้อน อันส่งผลกระทบต่อวิกฤตด้านพลังงาน ขณะเดียวกัน สังคมผู้สูงอายุและภาวะเด็กเกิดน้อย ได้กลายมาเป็นความท้าทายร่วมกันของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง นอกจากนี้ ไต้หวันยังต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายรายการ ทั้งไต้ฝุ่นดานัส (Danas) และสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดจากทะเลสาบที่กั้นไว้ล้นทะลักจากสันเขื่อนหม่าไท่อัน ณ เมืองฮัวเหลียน ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อความมั่นคงทางชีวิตและทรัพย์สินของภาคประชาชน เมื่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมทับซ้อนเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากจะเป็นการส่งผลต่อวิถีชีวิตของภาคประชาชนแล้ว ยังเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของความยืดหยุ่นทางสังคมในภาพรวมของไต้หวันอีกด้วย<br />
&nbsp;<br />
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า หน่วยงานเจ้าภาพในปีนี้กำหนดหัวข้อการประชุมได้อย่างแม่นยำ โดยชี้ให้เห็นถึง &ldquo;ช่องว่างระหว่างค่านิยม &ndash; แผนปฏิบัติการ&rdquo; ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ ณ ปัจจุบัน มีสัดส่วนประชาชนกว่าร้อยละ 80% ที่ปรารถนาชีวิตที่ยั่งยืนและมั่นคง แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ลงมือปฏิบัติจริง การจะก้าวข้ามผ่านช่องว่างนี้ ไม่เพียงแต่ต้องพึ่งพาระบบกฎหมายและเทคโนโลยีเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใดการประชุมปีนี้จึงให้ความสำคัญกับการผลักดัน &ldquo;การพัฒนาริเริ่มจากภายใน&rdquo; (Inner Development Goals, IDG) โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยความไม่แน่นอน ยิ่งต้องย้อนมองตนเอง พัฒนาความเห็นอกเห็นใจ ปลูกฝังความกล้าหาญและความสามารถในการทำงานร่วมกัน<br />
&nbsp;<br />
รองปธน.เซียวฯ เผยว่า เมื่อผลประโยชน์ทางการค้าและผลประโยชน์ทางสังคม เกิดความขัดแย้งขึ้น เราสามารถแก้ไขปัญหาความเชี่ยวชาญได้ด้วยการเสวนาและความเชื่อมโยง อันจะนำไปสู่การส่งเสริมความร่วมมือแบบข้ามพรมแดน และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ความยืดหยุ่นจากภายในไปสู่ภายนอกเช่นนี้ ได้หยั่งรากลึกลงสู่ภายในจิตใจของชาวไต้หวันโดยถ้วนหน้า หลายสิบปีมานี้ ไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับภัยแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น หรือแม้กระทั่งสถานการณ์โรคระบาดที่รุนแรงระดับโลก อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่เคยยอมจำนนต่อแรงกดดันจากภายนอก แต่กลับแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่ว่องไวและความยืดหยุ่นอันแกร่งกล้า<br />
&nbsp;<br />
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้ริเริ่มจัดตั้ง &ldquo;คณะกรรมการความยืดหยุ่นในการปกป้องภาคประชาสังคม&rdquo;, &ldquo;คณะกรรมการเพื่อการส่งเสริมไต้หวันสุขภาพดี&rdquo; และ &ldquo;คณะกรรมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&rdquo; ซึ่งทั้งสามหน่วยงานนี้มีความเกี่ยวโยงที่สัมพันธ์กันอย่างครอบคลุม ทั้งความมั่นคงแห่งชาติ พลังงาน การแพทย์และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่จำเป็นต้องได้รับการเข้าร่วมจากภาครัฐและภาคประชาชนทุกหมู่เหล่า<br />
&nbsp;<br />
รองปธน.เซียวฯ ระบุว่า ความยั่งยืนมิใช่เพียงภารกิจของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังต้องผนวกเข้ากับการประสานความร่วมมือแบบพหุภาคี และการร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและสถาบันวิชาการ องค์การนอกภาครัฐและความเชี่ยวชาญจากทุกแวดวง บนเส้นทางภารกิจความยั่งยืน ไต้หวันถือเป็นหุ้นส่วนที่ประชาคมโลกเชื่อถือได้ อันจะเห็นได้จากเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้กำหนดราคาคาร์บอนอย่างเป็นทางการ ด้วยการประกาศมาตรการการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งที่ 2 อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการเดินหน้าพัฒนาพลังงานสีเขียวรูปแบบหลากหลายอย่างกระตือรือร้น , การประหยัดพลังงานเชิงลึก , การอัดฉีดเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบกักเก็บพลังงานแบบอัจฉริยะ รวมถึงโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาไปสู่ทิศทางที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้นของประเทศชาติ<br />
&nbsp;<br />
รองปธน.เซียวฯ เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า ไต้หวันยังได้ประยุกต์ใช้ศักยภาพทางเทคโนโลยีและ AI ในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่ NET ZERO พร้อมทั้งอาศัยแผนโซลูชันและแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาความท้าทายที่สังคมเผชิญหน้า ในส่วนนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ จำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนร่วมกัน รองปธน.เซียวฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นทุกฝ่ายประสานสามัคคี ในการส่งเสริมให้ไต้หวันพัฒนาสู่ประเทศแนวหน้าด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาคมโลกมองเห็นไต้หวันที่มีเสรี แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยไมตรีจิต ตลอดจนเพื่อสรรสร้างอนาคตที่มีความหวังและความยืดหยุ่นให้แก่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[นรม.จั๋วฯ เผย สร้าง “เครือข่ายเรดาร์ตรวจการณ์ทางทะเลไต้หวัน”ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทางทะเลด้วยเทคโนโลยีและสร้างสภาพแวดล้อมทางทะเลที่ปลอดภัยและยั่งยืน]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/283298/%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1.%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AF-%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99]]></link><guid>283298</guid><pubDate>2026/04/17</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part"><p>สภาบริหาร วันที่ 16 เม.ย. 69<br />
<br />
นายจั๋งหรงไท่ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569ภายหลังรับฟังรายงานจากคณะกรรมการกิจการทางทะเล (Ocean Affairs Council) เรื่อง การสร้างเครือข่ายเรดาร์ตรวจการณ์ทางทะเลระดับชาติ โดยระบุว่า ไต้หวันที่มีทะเลรายล้อม กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทะเล เช่น การขนส่งทางเรือ การดำเนินงานทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมนันทนาการ จึงมีความคึกคักอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญกับความท้าทายอย่างใหญ่หลวง อาทิ ภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากการเดินเรือ การกู้ภัยทางทะเลและการป้องกันมลพิษ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้ง &ldquo;เครือข่ายเรดาร์ตรวจการณ์ทางทะเลไต้หวัน&rdquo; ที่ครอบคลุมและแม่นยำ เพื่อให้ได้รับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการรองรับการติดตามตรวจสอบพื้นที่ชายฝั่งและทะเลใกล้ฝั่งอย่างละเอียด ตลอดจนยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทางทะเลด้วยเทคโนโลยี<br />
<br />
นรม.จั๋วฯ ระบุว่า ขั้นตอนแรกของการสร้างเครือข่ายนี้ คือการบูรณาการเรดาร์ทางทะเลจำนวน 57 แห่ง ที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ข้อมูลและแปลงข้อมูลสำหรับใช้อ้างอิงในการประเมินความเสี่ยงและใช้ประกอบการตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขจุดบอดในการเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญและเพิ่มความทรหดของระบบ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า เครือข่ายดังกล่าว นอกจากครอบคลุมพื้นที่หลัก เช่น เกาะไต้หวัน เผิงหู จินเหมิน และหมาจู่แล้ว ยังควรเพิ่มการครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเกาะเผิงเจียอวี่ เพื่อให้สามารถอัปเดตข้อมูลสภาพแวดล้อมทางทะเลได้ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
<br />
นอกจากนี้ นรม.จั๋วฯ ยังได้สั่งการให้เสริมการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลยอดนิยม ผ่านแพลตฟอร์ม GoOcean ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ตข้อมูลความเสี่ยงด้านกิจกรรมนันทนาการทางทะเล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัยทางทะเลและข้อมูลสภาพอากาศทางทะเลที่เข้าใจง่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยล่วงหน้าและการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน<br />
<br />
นรม.จั๋วฯ เปิดเผยอีกว่า ในยุคของบิ๊กดาต้า หน่วยงานภาครัฐควรนำ AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และสนับสนุนการกำหนดนโยบาย อาทิ การคาดการณ์ทิศทางการแพร่กระจายของมลพิษทางทะเล หรือทิศทางการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล เพื่อยกระดับเครือข่ายเรดาร์ทางทะเลให้กลายเป็นระบบสนับสนุนการกำหนดนโยบายอย่างเต็มรูปแบบ</p>
</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ผู้นำไต้หวันเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 6 ย้ำ 2 ทิศทางสำคัญ “ลดคาร์บอนควบคู่ดูแลภาคธุรกิจ” และ “Net Zero เพื่อกอบกู้โลก”]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/280891/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88]]></link><guid>280891</guid><pubDate>2026/01/27</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part"><p>ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 22 ม.ค. 69&nbsp;<br />
<br />
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 6 โดยกล่าวขณะปราศรัยว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของโลก และความท้าทายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญทีมีผลต่อความมั่นคงของชาติ ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและเสถียรภาพของสังคม<br />
<br />
ประธานาธิบดีไล่ฯ เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าใน 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ &ldquo;ลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่ดูแลภาคธุรกิจ&rdquo; และ &ldquo;Net Zero เพื่อกอบกู้โลก&rdquo; โดยจะพัฒนาระบบและสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมกันเร่งผลักดันการลดคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการดำเนินการตามแผน NDC 3.0 โดยมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้<br />
<br />
ประการแรก ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในด้าน &ldquo;ลดคาร์บอนควบคู่ดูแลภาคธุรกิจ&rdquo;<br />
ภายหลังการเริ่มบังคับใช้ระบบค่าธรรมเนียมคาร์บอนอย่างเป็นทางการ รัฐบาลจะนำพาภาคธุรกิจในการดำเนินแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง พร้อมเดินหน้าทดลองใช้ระบบซื้อขายการปล่อยคาร์บอน และวางแผนอย่างรอบคอบในการจัดทำ &ldquo;มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ฉบับไต้หวัน&rdquo;<br />
<br />
ภายใต้เป้าหมาย Net Zero รัฐบาลจะยังคงผลักดันพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ส่งเสริมการลดคาร์บอนในภาคพลังงาน มุ่งสู่การใช้ไฟฟ้าสีเขียวให้มากที่สุดและเสริมสร้างความทรหดของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การจ่ายไฟมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น<br />
<br />
ประการที่สอง ต้องยืนหยัดในแนวทาง &ldquo;Net Zero เพื่อกอบกู้โลก&rdquo; ในการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว รัฐบาลได้เสนอแผน NDC 3.0 ฉบับทดลองและภายหลังจากคณะรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน พร้อมทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการลดการปล่อยคาร์บอนระดับชาติของไต้หวันให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น<br />
<br />
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำในภาคพลังงานและภาคการผลิต การพลิกโฉมรูปแบบการใช้ชีวิตในภาคที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และการคมนาคม หรือการวางรากฐานเกษตรกรรมสีเขียว ทุกความสำเร็จล้วนเป็นผลลัพธ์จากการที่รัฐบาลพัฒนาระบบอย่างรอบด้าน ภาคอุตสาหกรรมได้นำเทคโนโลยีและเงินทุนมาประยุกต์ใช้ และสังคมร่วมกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมที่สะท้อนถึงพลังความร่วมมือข้ามภาคส่วนของประชาชนทั้งประเทศ<br />
<br />
รัฐบาลจะนำพานวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้าสู่ชุมชน ขยายพลังขับเคลื่อน Net Zero จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตและส่งเสริมการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การลงมือปฏิบัติร่วมกันของคนทั้งประเทศ จะกลายเป็นรากฐานทางสังคมที่มั่นคงที่สุด สำหรับการพาไต้หวันก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ที่มีกำหนดการจะเปิดฉากขึ้นในเร็ววันนี้ มุ่งเน้นการอภิปรายในประเด็นคุณภาพอากาศและการบริหารจัดการด้านสุขภาพ]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/280538/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B9%81]]></link><guid>280538</guid><pubDate>2026/01/19</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงสิ่งแวดล้อม วันที่ 17 ม.ค. 69<br />
<br />
เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์นโยบาย &ldquo;ไต้หวันสุขภาพดี&rdquo; ที่ยื่นเสนอโดยประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกลไกการบริหารจัดการคุณภาพอากาศและการดูแลสุขภาพของภาคประชาชน เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงสิ่งแวดล้อม (MOENV) และกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (MOHW) จึงได้จัด &ldquo;การประชุมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ ครั้งที่ 2&rdquo; ซึ่งสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จำนวน 11 คน เข้าร่วมอภิปรายผลกระทบและกลยุทธ์การตอบสนองที่เกิดจากความท้าทายด้านมลพิษทางอากาศและสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว นอกจากนี้ ต่อเนื่องจากการประชุมข้างต้น นายเผิงฉี่หมิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม และนายสือฉงเหลียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ยังมีกำหนดการจัด &ldquo;การประชุมร่วมรัฐมนตรี 2 กระทรวง&rdquo; ขึ้นในวันที่ 26 มกราคมนี้ โดยจะติดต่อเชิญสมาชิก &ldquo;คณะกรรมาธิการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&rdquo; และ &ldquo;คณะกรรมาธิการด้านการส่งเสริมไต้หวันสุขภาพดี&rdquo; ภายใต้การกำกับดูแลของทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน เข้าร่วมบูรณาการทรัพยากรในประเด็น &ldquo;การตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว&rdquo; , &ldquo;การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ&rdquo; และ &ldquo;การคุ้มครองกลุ่มผู้ด้อยโอกาส&rdquo; เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศชาติ ในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ<br />
&nbsp;<br />
นายเซี่ยเหยียนหรู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในอนาคต MOENV จะจับมือกับMOHW อัดฉีดงบประมาณเพื่อ &ldquo;การวิจัยด้านมลพิษอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ&rdquo; เพื่อส่งเสริมให้การบริหารจัดการมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ด้วยการอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน ก็จะผสมผสานเข้ากับกลไกการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างระบบการแจ้งเตือนภัยต่อกรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการบรรลุคำมั่นว่าด้วยการคุ้มครองสุขภาพของภาคประชาชน ซึ่งการประชุมที่จัดขึ้นข้างต้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือเพื่อบรรลุฉันทามติ &ldquo;แผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo; รวม 4 ประการ ดังนี้ :<br />
<br />
1.&nbsp;เสริมสร้างกลไกการประชาสัมพันธ์ด้านสาธารณสุข เพิ่มพูนความตระหนักรู้แก่ภาคประชาชนต่อประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษอากาศและสุขภาพ<br />
<br />
2.&nbsp;อัดฉีดทรัพยากรการแพทย์อย่างแม่นยำ เพื่อส่งมอบการสนับสนุนทางการแพทย์ที่เพิ่มพูนให้แก่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศขั้นรุนแรง<br />
<br />
3.&nbsp;ให้ความสำคัญในการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยการกำหนดสารมลพิษทางอากาศที่ก่อให้เกิดอันตราย และให้ความสำคัญในการบริหารจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ<br />
<br />
4.&nbsp;ร่วมจัดตั้งกลไกการตอบสนองแบบข้ามหน่วยงาน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่อสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งร้อนจัดและหนาวจัด&nbsp;<br />
<br />
เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว MOENV &ndash; MOHW ร่วมกันจัดตั้ง &ldquo;การประชุมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ&rdquo; พร้อมทั้งจัดการประชุมครั้งที่ 1 โดยได้ติดต่อเชิญนักวิชาการด้านการแพทย์ สาธารณสุขและเวชกรรมสิ่งแวดล้อม จำนวน 21 คนเข้าร่วม ซึ่งมีกำหนดการจัดการประชุมขึ้นทุกๆ ไตรมาส ซึ่งการประชุมครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา ได้เปิดการอภิปรายกันในประเด็น &ldquo;ความเกี่ยวโยงระหว่างมลพิษอากาศและสุขภาพ&rdquo; ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องตรงกันว่า มลพิษอากาศและสุขภาพมีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากมลพิษทางอากาศมีอนุภาคที่ซับซ้อน อันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ มากมาย ซึ่งผลกระทบบางรายการ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับแล้ว และมีบางประการที่ยังอยู่ระหว่างการวิจัย โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะให้จำแนกข้อมูลตามสารมลพิษทางอากาศ เช่นโลหะหนักและกลุ่มสารเคมีอินทรีย์โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่พบได้บ่อยในละอองฝุ่น PM 2.5 , สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) รวมถึงความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบให้เกิดโรคภัย จากนั้นจึงบูรณาการจัดทำสื่อสุขศึกษาที่คำนึงถึงมุมมองความรู้สึกนึกคิดของภาคประชาชน โดยจัดทำการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งสถานพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะจัดสรรและอัดฉีดทรัพยากรการแพทย์เข้าสู่กลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงในการได้รับมลพิษอากาศขั้นรุนแรง ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและควบคุมโรค ในแง่มุมการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ ควรเริ่มจากการเสริมสร้างกลไกการตรวจสุขภาพ และการปรับขนาดยาที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศและข้อมูลรายงานคุณภาพอากาศ เป็นต้น ส่วนแง่มุมการบริหารจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศ ควรเริ่มจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ MOENV &ndash; MOHW ยังจะจับมือกันอัดฉีดทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวิจัยติดตามผลในภายภาคหน้า ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักอ้างอิงในการผลักดันนโยบายการควบคุมมลพิษทางอากาศและมาตรการการป้องกันโรคภัย<br />
&nbsp;<br />
เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศ (CCA) ภายใต้ MOENV จึงได้จัดทำการรายงานผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน พร้อมทั้งร่วมอภิปรายแนวทางการปรับตัวเชิงบูรณาการ และแบ่งปันประสบการณ์รูปแบบจำลอง ภายใต้ &ldquo;กลไกการแจ้งเตือนภัยภายในห้องพักของผู้สูงอายุที่อาศัยเพียงลำพัง&rdquo; ที่ร่วมคิดค้นวิจัยกับมหาวิทยาลัยเฉิงกง (NCKU) เพื่อนำเสนอให้เห็นความเป็นไปได้ในการยกระดับกลไกการคุ้มครองกลุ่มชนที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเทคโนโลยี<br />
&nbsp;<br />
ในอนาคต MOENV &ndash; MOHW จะเดินหน้าบูรณาการกลยุทธ์ &ldquo;การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม&rdquo; และ &ldquo;สาธารณสุข&rdquo; อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างกลไกการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการบรรลุวิสัยทัศน์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืนโดยถ้วนหน้า</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[รองนรม.ไต้หวันเป็นประธานการประชุม "คณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์" โดยเน้นย้ำจุดยืนให้การสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อการพัฒนาพลังงานลม ควบคู่ไปกับการผลักดันการขับเคลื่อนระดับชุมชน เพื่อส่งเสริมการบรรลุเป้าหมาย NET ZERO อย่างมีเสถียรภาพ]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/280427/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1.%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1-%22%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80]]></link><guid>280427</guid><pubDate>2026/01/15</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">สภาบริหาร วันที่ 13 ม.ค. 69<br />
<br />
เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นางเติ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อเชิญเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย : กระทรวงเศรษฐการ (MOEA) , กระทรวงมหาดไทย (MOI) , กระทรวงเกษตร (MOA) , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงสิ่งแวดล้อม (MOENV) , คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) , คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTC) , คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (FSC) และกระทรวงการคลัง (MOF) เป็นต้น&nbsp; เข้าร่วมจัดการประชุมอภิปราย &quot;คณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์&quot;&nbsp; ในที่ประชุม เจ้าหน้าที่ MOEA ได้ชี้แจงว่า นับตั้งแต่ที่ริเริ่มการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมชายฝั่ง เป็นต้นมาจวบจนปี พ.ศ. 2568 ขณะนี้ พวกเราประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งเป็นจำนวน 8 แห่ง ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์กังหันลมแล้วกว่า 474 ตัว มีกำลังการผลิต 4.4 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่ง MOEA จะเดินหน้าผลักดันการวิจัยพัฒนาแผนการจัดตั้งฟาร์มกังหันลมอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
รองนรม.เติ้งฯ เรียกร้องให้ MOEA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวิเคราะห์และรวบรวมพิจารณาการซ้อนทับข้อมูลแผนที่ทางทะเล เพื่อประเมินขอบเขตพื้นที่ทางทะเลสูงสุดที่ไต้หวันสามารถใช้ติดตั้งพลังงานลมนอกชายฝั่งได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการวางแผนองค์ประกอบภาพรวมอย่างมีวิสัยทัศน์ พร้อมกันนี้ รองนรม.เติ้งฯ ยังกำชับให้ MOEA ชี้แจงทิศทางการวางแผนพัฒนาและเป้าหมายระยะกลาง &ndash; ระยะยาวให้แก่ผู้ประกอบการร่วมรับทราบในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเตรียมการประเมินและการจัดเตรียมทรัพยากรล่วงหน้าอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;<br />
NDC คาดการณ์ว่า พลังงานลมนอกชายฝั่งต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 2 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ภายในปี พ.ศ.2578 ซึ่งขณะนี้ NDC ได้กำหนดให้พลังงานลมนอกชายฝั่งได้รับการบัญญัติเข้าสู่โครงการที่จำเป็นต้องได้รับการผลักดันเป็นอันดับต้นๆ ภายใต้ &ldquo;แผนปฏิบัติการการพัฒนาประเทศด้วยเงินลงทุนล้านล้านเหรียญไต้หวัน&rdquo; เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้การพัฒนาโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเดือนตุลาคม 2567 สภาบริหารได้ปรับเพิ่มสัดส่วนค้ำประกัน ภายใต้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อของภาครัฐ เพิ่มขึ้นสูงสุด 80% จากเดิม 60% เพื่อสร้างแรงจูงใจในการให้สินเชื่อธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยในปี 2568 มีโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ได้รับการค้ำประกันสินเชื่อ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ ยอดค้ำประกันสินเชื่อมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 37,060 ล้านเหรียญไต้หวัน สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการข้างต้นเริ่มก่อให้เกิดผลเชิงรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
เจ้าหน้าที่ FSC รายงานว่า เพื่อส่งเสริมให้เงินทุนของธุรกิจประกันภัยอัดฉีดเข้าสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง จึงได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรการสนับสนุนหลายรายการ อาทิ การปรับลดอัตราความเสี่ยงสำหรับการลงทุนทางอ้อมของธุรกิจประกันภัย ผ่านกองทุนส่วนบุคคลและบริษัทร่วมทุน จากเดิม 10.18% ให้เหลือเพียง 1.28% นอกจากนี้ สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ก็ได้มีการปรับลดอัตราความเสี่ยงจาก 33.75% มาเป็น 17.25% เพื่อปรับเกณฑ์มาตรฐานการเข้าลงทุน และเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าลงทุนของธุรกิจประกันภัย<br />
&nbsp;<br />
รองนรม.เติ้งฯ มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การสนับสนุนด้านการเงินสีเขียว สำหรับพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล เพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนด้านพลังงานลมที่ครอบคลุมสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยแรงดึงดูด อันจะเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพและขยายศักยภาพการจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดภายในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมและสังคม ขณะเดียวกัน รองนรม.เติ้งฯ ยังได้กำชับให้ NDC และ FSC เข้ามีส่วนร่วมในการประชุมหารือกับผู้ประกอบการพลังงานลมนอกชายฝั่งที่จัดขึ้นโดย MOEA โดยอาศัยการสื่อสารกับผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อการชี้แจงและประชาสัมพันธ์มาตรการสนับสนุนด้านการลงทุนและการจัดหาเงินทุนของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือนโยบายต่างๆ ถูกส่งผ่านและนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ในภาพรวม ภายใต้นโยบายที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;<br />
นอกจากนี้ NDC ยังได้รายงานประสบการณ์และผลสัมฤทธิ์ ภายใต้โครงการ &ldquo;การทดลองรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย NET ZERO ในภาคประชาสังคม&rdquo; โดยอาศัยการชี้แนะอย่างเป็นระบบตามแนวทาง &ldquo;การเชื่อมโยงทรัพยากร การอัดฉีดเทคโนโลยีและการจัดตั้งระบบ&rdquo; เพื่อส่งเสริมให้องค์กรเอกชนก้าวข้ามกรอบจำกัดทางเทคโนโลยีและข้อจำกัดด้านระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ จวบจนปัจจุบัน เราได้จัดดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง รวม 63 รายการจากองค์กรเอกชน 44 แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่องค์การนอกภาครัฐ (NGO) และกลุ่มสตาร์ทอัพเป็นหัวแรงหลัก พื้นที่สาธิตครอบคลุมในพื้นที่ทั่วไต้หวันในสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 โดยมีหัวข้อครอบคลุมทั้งในประเด็นวิถีชีวิตรูปแบบ NET ZERO , ทรัพยากรหมุนเวียนและพลังงานสีเขียวในพื้นที่ชุมชน อนึ่ง รองนรม.เติ้งฯ หวังจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือกัน เชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายระดับชุมชน ภายใต้การทดลองรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย NET ZERO ในภาคประชาสังคม พร้อมอัดฉีดงบประมาณและการบูรณาการทรัพยากร ขยายขอบเขตการเข้าร่วมของภาคประชาสังคม ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย NET ZERO เพื่อพัฒนากลไกการเปลี่ยนผ่านสู่ NET ZERO ในรูปแบบใหม่</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ดาวเทียม FORMOSAT-8 เคลื่อนตัวผ่านไต้หวันและเชื่อมโยงสู่สถานีภาคพื้นดินแล้ว โดยในอนาคต นรม.ไต้หวันจะนำดาวเทียมทั้ง 7 ดวงขึ้นสู่วงโคจร เพื่อสวมบทบาทในการคุ้มครองไต้หวันต่อไป]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/278455/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1-FORMOSAT-8-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B7]]></link><guid>278455</guid><pubDate>2025/12/01</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ 29 พ.ย. 68<br />
<br />
&ldquo;ดาวเทียมฉีป๋อหลิน&rdquo; หรือดาวเทียม FORMOSAT-8 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยจรวด Falcon 9 เที่ยวบิน Transporter-15 ของบริษัท SpaceX เมื่อเวลา 02:44 น. ของวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามเขตเวลาในไต้หวัน โดยดาวเทียมดวงนี้ ได้ถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรตามแผนภารกิจ เมื่อเวลา 05:04 น. และได้ทำการติดต่อสื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินของนอร์เวย์เป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 05:34 น. ของเช้าวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดาวเทียมข้างต้นได้เคลื่อนตัวผ่านไต้หวันเป็นครั้งแรก และสื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินของไต้หวันเป็นระยะเวลา 12 นาที เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า คอมพิวเตอร์ออนบอร์ด ระบบพลังงานไฟฟ้าและการควบคุมทิศทางดาวเทียม อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่คาดการณ์ไว้<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความลงบนสื่อเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ดาวเทียม FORMOSAT-8 เป็นระบบดาวเทียมรุ่นแรกที่ผลิตเองในไต้หวัน ประกอบด้วยดาวเทียมสำรวจระยะไกลแบบออปติคัลความละเอียดสูง 8 ดวง แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป อันเกิดจากความมุ่งมั่นพยายาม ภายใต้โครงการอวกาศระยะสามของไต้หวัน โดยนรม.จั๋วฯ กล่าวว่า คณะกรรมการกิจการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTC) และศูนย์อวกาศแห่งชาติ (TASA) จะเร่งพัฒนาดาวเทียม FORMOSAT-8 ให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการติดตามตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินในไต้หวันต่อไป<br />
&nbsp;<br />
นายอู๋จงซิ่น ผู้อำนวยการ TASA กล่าวว่า ในปัจจุบัน FORMOSAT-8 ยังคงอยู่ในโหมดความมั่นคง โดยหวังว่าจะพัฒนาไปสู่รูปแบบการทำงานปกติในอีกไม่กี่วงโคจรข้างหน้า ซึ่งคาดว่า หลังจากนี้ 3 เดือนก็จะสามารถทำการบันทึกภาพได้<br />
&nbsp;<br />
ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน แถลงว่า การปล่อยดาวเทียม FORMOSAT-8 ขึ้นสู่วงโคจร ไม้เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการก้าวสู่ยุคสมัยแห่งอวกาศของไต้หวันอีกด้วย ซึ่งดาวเทียมข้างต้นและดาวเทียมที่เตรียมปล่อยสู่วงโคจรในระลอกต่อไป จะพัฒนาให้เกิดเป็นเครือข่ายการสังเกตการณ์ภาคพื้นดินที่แน่นหนา ผ่านการรวบรวมข้อมูลด้วยความละเอียดขั้นสูง โดยจะนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการใช้ที่ดิน , การติดตามผลผลิตทางการเกษตร , การรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อเป็นการยกระดับสวัสดิการของภาคประชาชน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้ไต้หวันมีศักยภาพในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในภายภาคหน้าต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ยุคสมัยแห่งอวกาศมาเยือนแล้ว ไต้หวันนอกจากจะมีดาวเทียมที่ผลิตขึ้นเองแล้ว ยังมีแผนการจัดตั้งฐานปล่อยจรวดแห่งชาติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรด้วยตนเอง โดยในอนาคต รัฐบาลจะจับมือกับทุกแวดวงในภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการและการวิจัย เดินหน้าวิจัยอุตสาหกรรมอวกาศอย่างกระตือรือร้น เพื่อผลักดันให้ไต้หวันก้าวสู่บทบาทสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ ในห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรมอวกาศระดับสากล</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ไต้หวัน - อังกฤษ จับมือกันวางแผนอนาคตรูปแบบใหม่ด้านพลังงาน]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/278457/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99---%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99]]></link><guid>278457</guid><pubDate>2025/12/01</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 27 พ.ย. 68<br />
<br />
ไต้หวัน &ndash; อังกฤษ จับมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยในปีนี้ &ldquo;การประชุมเสวนาด้านพลังงาน ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ ครั้งที่ 7&rdquo; และ &ldquo;การประชุมแลกเปลี่ยนด้านพลังงานหมุนเวียน ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ ครั้งที่ 20&rdquo; มีกำหนดการจัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความสัมพันธ์แบบทวิภาคี และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเสวนาและการแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;การประชุมเสวนาด้านพลังงาน ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ&rdquo; เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการแลกเปลี่ยนประเด็นพลังงานและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแบบทวิภาคี ระหว่างไต้หวัน &ndash; อังกฤษ โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่นโยบายพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง , การจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งและการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล เป็นต้น &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;การประชุมแลกเปลี่ยนด้านพลังงานหมุนเวียน ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ ครั้งที่ 20&rdquo; มุ่งเน้นการอภิปรายในประเด็นการวางแผนจัดตั้งท่าเรือสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง , โครงสร้างพื้นฐานใต้ท้องทะเล , เทคโนโลยีพลังงานจากมหาสมุทร , การบูรณาการและความยืดหยุ่นของระบบสมาร์ทกริด รวมถึงเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
การประชุมทั้งสองข้างต้น มีนายเหยาจินเสียง ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำอังกฤษ และ Mr. Lord Faulkner of Worcester ผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการการค้าต่อไต้หวันของอังกฤษ ร่วมทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิด โดยผู้แทนทั้งสองยังได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานลม ที่เกิดจากฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีทางทะเลที่เกี่ยวข้อง ระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะของไต้หวัน (MIRDC) - สถาบันนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่งของอังกฤษ (Offshore Renewable Energy Catapult)<br />
&nbsp;<br />
ผู้แทนเหยาฯ กล่าวขณะปราศรัยว่า ทิศทางการพัฒนาด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ระหว่างไต้หวัน -&nbsp; อังกฤษ มีความคล้ายคลึงกันในขั้นสูง ความร่วมมืออย่างเป็นระบบ ภายใต้แพลตฟอร์มการประชุมแบบทวิภาคี และภายใต้ &ldquo;ความตกลงว่าด้วยการยกระดับความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางการค้า (Enhanced Trade Partnership, ETP)&rdquo; ถือเป็นการวางรากฐานที่มีเสถียรภาพในความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วน ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ โดยผู้แทนเหยาฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นทั้งสองฝ่าย เดินหน้าเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนแบบทวิภาคีในเชิงลึกต่อไป นอกจากนี้ Mr. Faulkner ยังได้ร่วมอวยพรเนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีของความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ พร้อมทั้งชี้แจงว่า &ldquo;กลยุทธ์ทางอุตสาหกรรม&rdquo; ของอังกฤษ และวิสัยทัศน์ &ldquo;แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (NET ZERO) ภายในปี พ.ศ. 2593&rdquo; ของไต้หวัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อว่าจะสามารถพิชิตหลักชัยตามเป้าหมายพลังงานสะอาด และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์<br />
&nbsp;<br />
นายหลี่จวินหลี่ ผู้บัญชาการทบวงพลังงาน ภายใต้การกำกับกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน ชี้แจงว่า นับตั้งแต่ที่ได้มีการลงนาม ETP นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 เป็นต้นมา ประกอบกับวาระครบรอบ 20 ปีของความร่วมมือแบบทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายจึงมีมติร่วมลงนาม &ldquo;ความตกลงด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์&rdquo; ภายใต้กรอบ ETP ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในอนาคต ไต้หวัน &ndash; อังกฤษ จะจับมือกันผลักดันภารกิจการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อก้าวเข้าสู่สังคม NET ZERO อย่างยั่งยืนต่อไป</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไต้หวันมุ่งผลักดันการเข้าร่วมการประชุม COP 30 อย่างกระตือรือร้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการบรรลุ “ความตกลงปารีส” อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักจิตวิญญาณ “Mutirão”]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/278137/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81]]></link><guid>278137</guid><pubDate>2025/11/24</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 20 พ.ย. 68<br />
&nbsp;<br />
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (UNFCCC COP 30) มีกำหนดการจัดขึ้น ณ เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล ในช่วงระหว่างวันที่ 10 &ndash; 21 พฤศจิกายน 2568 โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (MOENV) ได้รวบรวมคณะตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนเพื่อดำเนินภารกิจ ตามหลักการ &ldquo;ความเป็นมืออาชีพ ความเป็นรูปธรรมและการสร้างคุณประโยชน์&rdquo; ซึ่งบังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นมากมาย นำเสนอให้เห็นถึงจิตวิญญาณของ &ldquo;Mutir&atilde;o&rdquo; ที่สื่อความหมายว่า &ldquo;การรวมพลังของประชาคมโลก&rdquo; โดยไต้หวันยินดีจะจับมือกับประชาคมโลก ในการเผชิญหน้ารับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br />
&nbsp;<br />
ผลสัมฤทธิ์สำคัญที่คณะตัวแทนมุ่งมั่นผลักดัน ในระหว่างเข้าร่วมการประชุม COP 30 ประกอบด้วย :<br />
1.การเป็นกระบอกเสียงให้การสนับสนุน : 10 ประเทศพันธมิตรของไต้หวัน ที่เข้าร่วมการประชุม COP 30 ในครั้งนี้ ต่างทยอยทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ไต้หวัน ผ่านวิธีการเป็นกระบอกเสียงและการยื่นส่งหนังสือเอกสาร รวมจำนวน 12 ครั้ง นอกจากนี้ 11 ประเทศพันธมิตรของไต้หวัน ที่นอกเหนือจากสำนักวาติกัน ก็ยังได้ยื่นส่งหนังสือลงนามเพื่อให้การสนับสนุนไต้หวันต่อ Mr. Simon Stiell เลขาธิการบริหารสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) กต.ไต้หวันขอขอบคุณด้วยใจจริง สำหรับการให้ความช่วยเหลือ ด้วยวิธีการที่เป็นรูปธรรมอย่างกระตือรือร้น<br />
&nbsp;<br />
2. การเสวนาแบบทวิภาคี : คณะตัวแทนไต้หวัน กลุ่มประเทศพันธมิตร กลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน และองค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น ขานรับต่อเป้าหมายกลยุทธ์ &ldquo;การทูตเชิงบูรณาการ&rdquo; และพันธกิจของรัฐบาลที่มุ่งมั่นผลักดัน &ldquo;การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593&rdquo; โดยได้มีการจัดการประชุมแบบทวิภาคีขึ้น รวม 35 รอบในประเด็นต่างๆ อาทิ ความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต , นโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ , ระบบกฎหมาย , กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นต้น ตลอดจนร่วมจัดการแลกเปลี่ยนเชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับสูงจากนานาประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อคว้าพลังเสียงสนับสนุนการเข้าร่วม UNFCCC ของไต้หวันจากทุกแวดวง<br />
&nbsp;<br />
3. งานเลี้ยงฉลองทางการทูต สำหรับประเทศพันธมิตร : คณะตัวแทนและกลุ่มประเทศพันธมิตร ร่วมจัดงานเลี้ยงฉลองทางการทูต เพื่อหารือกันในประเด็นคาร์บอนเครดิต , การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น ซึ่งบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างคึกคัก อันจะมีส่วนช่วยในการยกระดับการมองเห็นของไต้หวัน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนด้านสภาพภูมิอากาศ และสัมพันธไมตรีอันแนบแน่น ระหว่างไต้หวันและกลุ่มประเทศพันธมิตร<br />
&nbsp;<br />
4. การประชุมรอบนอก : นอกจาก 4 องค์การนอกภาครัฐของไต้หวันที่จัดกิจกรรมรอบนอกการประชุมขึ้นแล้ว ยังได้จับคู่ให้ 4 ประเทศพันธมิตร และ NGO ของไต้หวันจำนวน 4 กลุ่ม ร่วมจัดการประชุมรอบนอก ซึ่งสามารถดึงดูดคณะตัวแทนจากนานาประเทศและสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ให้ความสนใจเข้าร่วม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวัน ในการเชื่อมโยงและประสานความร่วมมือเชิงลึกกับกลุ่มประเทศพันธมิตร ในระหว่างการประชุม UNFCCC อย่างกระตือรือร้น ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนสร้างปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ NGO ไต้หวัน ในด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br />
&nbsp;<br />
5. สื่อมวลชนแนวหน้าและการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อรูปแบบใหม่ : แผนผลักดันเรียกร้องการเข้าร่วม UNFCCC ของไต้หวันในปีนี้ ได้รับรายงานผ่านสื่อที่เกี่ยวข้อง รวม 82 รายการ นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิดีทัศน์ที่กต.ไต้หวันและสำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันในต่างแดน ร่วมผลักดันประชาสัมพันธ์ ซึ่งมียอดผู้เข้าชมสะสมรวมทั้งสิ้น 2.4 ล้านคนครั้ง นอกจากนี้ กต.ไต้หวัน และสนง.ตัวแทนรัฐบาลไต้หวันในต่างประเทศยังได้ประยุกต์ใช้สื่อโซเชียลรูปแบบใหม่ที่เชื่อมประสานกัน ประชาสัมพันธ์บทความผ่านเฟซบุ๊ก , แพลตฟอร์ม X และอินสตราแกรม (IG) ซึ่งยอดรายงานมีจำนวนรวมสูงถึง 436 บทความ และได้รับการมองเห็นกว่า 516,000 ครั้ง ประสบความสำเร็จในการยกระดับการมองเห็นแผนผลักดันของไต้หวันในประชาคมโลก</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวันเยือนปารากวัย ในการหารือ “แผนปฏิบัติการด้านการบริหารสิ่งแวดล้อม ระหว่างไต้หวัน - ปารากวัย” เพื่อผลักดันความร่วมมือแบบทวิภาคี รวม 3 มิติ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนกับตัวแทนภาคอุตสาหกรรมด้านทรัพยากรหมุนเวียน]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/278083/%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7.%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E2%80%9C%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99]]></link><guid>278083</guid><pubDate>2025/11/21</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงสิ่งแวดล้อม วันที่ 20 พ.ย. 68<br />
<br />
เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายเผิงฉี่หมิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (MOENV) ได้รับเชิญให้เดินทางเยือนปารากวัย เพื่อจัดการประชุมคณะทำงานแบบทวิภาคีร่วมกับ Mr. Rolando de Barros Barreto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของปารากวัย (Ministry of Environment and Sustainable Development, MADES) ต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาที่รมว. Barreto เดินทางเยือนไต้หวัน เพื่อลงนาม &ldquo;บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้ &ldquo;ความตกลงปารีส&rdquo;&rdquo; กับรมว.เผิงฯ<br />
&nbsp;<br />
MOENV แถลงว่า การประชุมครั้งนี้มีกำหนดการจัดขึ้น ณ ที่ทำการกระทรวง MADES เมื่อช่วงบ่ายเวลา 15:00 น. ของวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีรมว. Barreto ทำหน้าที่เป็นประธาน ในระหว่างการประชุม รมว.เผิงฯ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ความคืบหน้าล่าสุดในภารกิจการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน และได้รวบรวมทิศทางการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2569 ไว้ใน &ldquo;แผนปฏิบัติการด้านการบริหารสิ่งแวดล้อม ระหว่างไต้หวัน - ปารากวัย&rdquo; รวม 12 รายการ<br />
&nbsp;<br />
1.จัดตั้งกลไกปฏิบัติการ : จัดตั้งคณะทำงานใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ : การบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ , เศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมกลไกความร่วมมือแบบทวิภาคีในหลากหลายมิติ&nbsp;<br />
<br />
2.ประเด็นการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ : บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือ ภายใต้ &ldquo;ความตกลงปารีส&rdquo; เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโครงการนำร่องด้านคาร์บอนเครดิต ที่นำทัพโดยรัฐบาลของสองประเทศ ซึ่งครอบคลุมในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ รถบัสพลังงานไฟฟ้า , โครงการการฟื้นฟูป่าไม้ (&nbsp;Afforestation,&nbsp;Reforestation, and Revegetation, ARR) เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
3.ประเด็นเศรษฐกิจหมุนเวียน : เสริมสร้างความเชื่อมโยงกับสภาอุตสาหกรรม 8+N ของไต้หวัน ผ่านการชี้แนะทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนานโยบายทรัพยากรหมุนเวียน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน<br />
&nbsp;<br />
4.คณะทำงานด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ร่วมหารือกันสร้างฉันทามติและดำเนินการผลักดันไปตามกระบวนการทีละขั้นตอน ในกรณีการแลกเปลี่ยนระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ , การเรียนรู้ของกลุ่มเยาวชน , การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการวิจัย , ความร่วมมือทางเทคโนโลยี AI และแนวโน้มเทคโนโลยีสีเขียว &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
ในระหว่างนี้ รมว.เผิงฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับ Mr. Carlos Mangabeira ประธานหอการค้าอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของปารากวัย (Camara de Industrial Sustentables del Paraguay, CISPY) อีกทั้งยังได้เข้าเยี่ยมชมสถานประกอบการรีไซเคิล PET และธุรกิจกระดาษรีไซเคิล โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่อุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบทวิภาคี<br />
&nbsp;<br />
เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางความร่วมมือด้านการหมุนเวียนทรัพยากร รมว.เผิงฯ ได้เดินทางลงสำรวจและหารือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจต่อกลไกการจัดการขยะมูลฝอยและสถานการณ์การรีไซเคิลทรัพยากร พร้อมทั้งยังร่วมแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินงานด้านการบริหารจัดการขยะมูลฝอย , ระบบรีไซเคิลและการบัญญัติกฎหมายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของไต้หวัน ตลอดจนร่วมอภิปรายในประเด็นแผนโซลูชันการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และการหมุนเวียนทรัพยากร ในทิศทางที่เป็นไปได้ ตลอดจนกำหนดเข้าสู่ทิศทางความร่วมมือในภายภาคหน้า ระหว่างไต้หวัน - ปารากวัย<br />
&nbsp;<br />
ประธาน M CISPY กล่าวระหว่างการเสวนาว่า หลายปีมานี้ สมาคมนักธุรกิจปารากวัยได้เดินหน้าผลักดันการประยุกต์ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างกระตือรือร้น ซึ่งตราบจนปัจจุบัน มีครัวเรือนกว่า 25,000 หลังที่เข้าร่วมในระบบรีไซเคิล ซึ่งประสิทธิภาพการรีไซเคิลในปารากวัย บังเกิดผลสัมฤทธิ์แซงหน้ากลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้<br />
&nbsp;<br />
รมว.เผิงฯ กล่าวว่า กระบวนการรีไซเคิลขั้นพื้นฐานของปารากวัย มีส่วนคล้ายคลึงกับไต้หวันเป็นอย่างมาก ตลอดหลายปีมานี้ ไต้หวันมุ่งมั่นจัดตั้งระบบกฎหมายการรีไซเคิลทรัพยากร การจัดตั้งระบบกองทุน และรูปแบบนวัตกรรมใหม่ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งค่อยๆ พัฒนาจนเกิดเป็นประสิทธิผลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน การประยุกต์ใช้กากกาแฟในการผลิตเครื่องแต่งกาย โดยในอนาคต พวกเราจะพิจารณาหารือในการยื่นเสนอกฎหมายการส่งเสริมทรัพยากรหมุนเวียน และจัดตั้งกรอบโครงสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ครอบคลุมสมบูรณ์ ในวาระโอกาสนี้ รมว.เผิงฯ ยังได้ชักชวนให้ CISPY และตัวแทนภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมกลุ่มกันเดินทางเยือนไต้หวัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในเชิงลึก ระหว่างไต้หวัน - ปารากวัย ผ่านการช่วยจับคู่ธุรกิจของสองกระทรวงสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;<br />
สำหรับทิศทางการพัฒนาในภายภาคหน้า กระทรวงสิ่งแวดล้อมของสองประเทศวางแผนที่จะติดต่อเชิญตัวแทนภาคอุตสาหกรรมร่วมจัด &ldquo;การประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ระหว่างไต้หวัน - ปารากวัย&rdquo; ในช่วงต้นปี 2569 โดยหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบข้ามพรมแดน ซึ่งขอบเขตความร่วมมือจะครอบคลุมทั้งในด้านการสร้างต้นแบบทางเทคโนโลยี , การจับคู่ทางธุรกิจ , การแลกเปลี่ยนบุคลากรและการแบ่งปันนโยบาย เป็นต้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังจะร่วมเจรจาลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้พื้นฐาน MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิตที่มีอยู่เดิม เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือแบบทวิภาคีในเชิงลึกต่อไป</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[กต.ไต้หวันขอบคุณ 7 ประเทศพันธมิตรที่ร่วมเป็นกระบอกเสียงให้การสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วม UNFCCC ในระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30  (UNFCCC COP 30)]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/278085/%E0%B8%81%E0%B8%95.%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93-7-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81]]></link><guid>278085</guid><pubDate>2025/11/21</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 20 พ.ย. 68<br />
<br />
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (UNFCCC COP 30) มีกำหนดการจัดขึ้น ณ เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล ในช่วงระหว่างวันที่ 10 &ndash; 21 พฤศจิกายน 2568 และได้มีการจัด &ldquo;การประชุมระดับสูง&rdquo; (High Level Segment) ขึ้นในช่วงวันที่ 17 &ndash; 18 พ.ย. ซึ่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับสูงจาก 6 ประเทศพันธมิตรของไต้หวัน ที่ประกอบด้วย หมู่เกาะมาร์แชลล์ , เฮติ , เบลีซ , เซนต์คิดส์และเนวิส , กัวเตมาลาและเซนต์ลูเซีย ต่างทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ไต้หวันอย่างหนักแน่นในระหว่างการประชุม รัฐบาลไต้หวันขอแสดงความขอบคุณด้วยใจจริงต่อกลุ่มประเทศข้างต้นที่เอ่ยถึง รวมถึงปารากวัยที่ให้การสนับสนับสนุนไต้หวัน เข้าร่วมในกลไกการบริหารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ผ่านการประกาศ &ldquo;แถลงการณ์แห่งชาติ&rdquo; (National Statement) ซึ่งในจำนวนนี้ เจ้าหน้าที่ภาครัฐจากหมู่เกาะมาร์แชลล์ รวมถึงเซนต์คิดส์และเนวิส ยังได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ไต้หวัน เป็นจำนวน 2 ครั้ง ในระหว่างการประชุม COP<br />
&nbsp;<br />
Mr. Bremity Lakjohn รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและเลขาธิการประจำทำเนียบประธานาธิบดีสาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์ กล่าวขอบคุณไต้หวันในระหว่างการประชุม สำหรับความช่วยเหลือที่ส่งมอบให้หมู่เกาะมาร์แชลล์เสมอมา พร้อมเน้นย้ำว่า ไต้หวันควรเข้ามีส่วนร่วมในกลไกข้างต้น เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้จิตวิญญาณของ &ldquo;Mutir&atilde;o&rdquo; ที่สื่อความหมายว่า &ldquo;การรวมพลังของประชาคมโลก&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
Mr. Joseph Emmanuel Philippe รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมสาธารณรัฐเฮติ เรียกร้องว่า การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบโครงสร้างแบบพหุภาคี ไม่เพียงแต่จะมีส่วนช่วยในการสร้างความเชื่อมั่นแก่กันแล้ว ยังเผยให้ประชาคมโลกตระหนักเห็นว่า มีเพียงการประสานความร่วมมือกันแบบหมู่คณะ จึงจะสามารถพิชิตหลักการไม่ละทิ้งผู้ใดไว้เบื้องหลัง ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลเฮติจึงขอแสดงจุดยืนให้การสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก ที่ริเริ่มจัดขึ้นโดย UNFCCC อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
Mr. Orlando Habet รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย กล่าวว่า เบลีซเชื่อมั่นในหุ้นส่วนที่เปี่ยมศักยภาพ ที่รวมถึงสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ซึ่งเห็นสมควรว่า ไต้หวันควรได้รับโอกาสเข้าร่วมในกลไก UNFCCC อย่างมีความหมายและเป็นรูปธรรม นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดของไต้หวัน และการให้สนับสนุนต่อกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นคุณูปการที่ประชาคมโลกไม่สามารถมองข้ามได้ ไต้หวันขานรับต่อแนวคิด &ldquo;โกลบอล มูชิราว (Global Mutir&atilde;o) ที่ยื่นเสนอโดยรัฐบาลบราซิล และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายอนาคตการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์<br />
&nbsp;<br />
Ms. Joyelle Clarke รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมเซนต์คิดส์และเนวิส แสดงจุดยืนว่า ทุกประเทศและทุกเสียงความคิดเห็น จำเป็นต้องได้รับการมองเห็นและให้ความสำคัญ ซึ่งพวกเราให้การสนับสนุนการเข้าร่วมอย่างมีความหมายของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในกลไกความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไร้ซึ่งกรอบจำกัดทางพรมแดน เมื่อใดที่ทุกฝ่ายได้รับการมองเห็นในแผนปฏิบัติการ เชื่อว่าจะบังเกิดผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหมายอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;<br />
Mr. Edwin Castellanos รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสาธารณรัฐกัวเตมาลา เน้นย้ำว่า กัวเตมาลาให้การยอมรับต่อการสร้างคุณประโยชน์อันล้ำค่า ในฐานะหุ้นส่วนทางความร่วมมือของไต้หวัน ซึ่งไต้หวันครองสถานภาพที่สำคัญในด้านการกำหนดราคาคาร์บอน การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อวิกฤตฯ เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
Ms. Pauline Antoine-Prospere รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การพัฒนาที่ยั่งยืนและนวัตกรรมของเซนต์ลูเซีย กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ด้วยเหตุนี้ UNFCCC และ &ldquo;ความตกลงปารีส&rdquo; จึงไม่ควรกีดกันการเข้าร่วมของไต้หวัน เซนต์ลูเซียขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ทุกประเทศสมาชิก ให้การสนับสนุนการเข้าร่วมของไต้หวัน ตามหลักจิตวิญญาณ &ldquo;Global Mutir&atilde;o&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
กต.ไต้หวันขอขอบคุณสำหรับพลังเสียงสนับสนุนจากมิตรสหายทั่วโลก พร้อมกล่าวว่า ไต้หวันยินดีที่จะแสดงความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ด้วยการยกระดับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศพันธมิตรและบรรดามิตรประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อร่วมสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประชาคมโลกโลกอย่างยั่งยืนสืบต่อไป</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[กต.ไต้หวันเปิดตัวผลงานวิดีทัศน์ ภายใต้ชื่อ “ไต้หวัน ร่วมหายใจไปพร้อมโลก” ในระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 โดยเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้การสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมอย่างมีความหมาย]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/277688/%E0%B8%81%E0%B8%95.%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E2%80%9C%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2]]></link><guid>277688</guid><pubDate>2025/11/13</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 12 พ.ย. 68<br />
<br />
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (UNFCCC COP 30) มีกำหนดการจัดขึ้น ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 10 - 21 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขยายขอบเขตพลังเสียงสนับสนุนของประชาคมโลกที่มีต่อการเข้าร่วม UNFCCC ของไต้หวัน กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันจึงได้เผยแพร่ผลงานวิดีทัศน์ในชื่อ &ldquo;ไต้หวัน ร่วมหายใจไปพร้อมโลก&rdquo; (Fresh Solutions: Chip in with Taiwan) เพื่อนำเสนอให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของไต้หวันในด้านการดำเนินภารกิจ ตามรายงาน &ldquo;การสร้างคุณประโยชน์ว่าด้วยการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution, NDC) เวอร์ชัน 3.0&rdquo; และการพิชิตสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกตระหนักให้ความสำคัญต่อค่านิยมเชิงหุ้นส่วนของไต้หวัน ตลอดจนให้การสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมอย่างมีความหมายในแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก<br />
&nbsp;<br />
ผลงานในปีนี้นอกจากจะเผยให้เห็นว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นประเด็นร่วมกันของมวลมนุษยชาติแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณความเป็นมืออาชีพ การดำเนินภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างคุณูปการให้แก่ประชาคมโลกของไต้หวัน ด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี เข้าช่วยผลักดันแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนจับมือกับหุ้นส่วนนานชาติในการแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน<br />
&nbsp;<br />
ช่วงท้ายของผลงานเผยให้เห็นการออกแบบภาพลักษณ์ของไต้หวัน ด้วยการประยุกต์ใช้วงจรไฟฟ้าที่เปี่ยมด้วยสีสันสดใส เพื่อขานรับต่อหัวข้อการประชุมประจำปีนี้ และสโลแกนการเข้าร่วมของไต้หวันที่ว่า &nbsp;&ldquo;Chip in with Taiwan, Global Mutir&atilde;o&rdquo; ซึ่งคำว่า &ldquo;Chip in&rdquo; มีนัยยะที่หมายรวมถึง &ldquo;การเข้าร่วม&rdquo; และ &ldquo;แผ่นชิป&rdquo; สื่อให้เห็นถึงการอาศัยข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีและศักยภาพด้านนวัตกรรมของไต้หวัน ในการตอบสนองต่อวิกฤตความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อสร้างคุณูปการด้านความยั่งยืนระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;<br />
ผลงานวิดีทัศน์แบ่งออกเป็นฉบับสมบูรณ์ 2 นาทีและฉบับคัดย่อ 60 วินาที โดยได้มีการจัดทำคำบรรยายเป็นภาษาต่างประเทศ ทั้งจีน อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปนและโปรตุเกส ก่อนจะนำไปเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ เว็บไซต์ทางการของกต.ไต้หวัน , Youtube Channel ช่อง Trending Taiwan , เฟซบุ๊กแฟนเพจ , อินสตราแกรม (IG) , Threads และแพลตฟอร์ม X จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ร่วมรับชมและแชร์วิดีทัศน์ที่เปี่ยมด้วยความหมายอันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกัน</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[ไต้หวันจับมือกับหุ้นส่วนสมาชิก GCTF ยกระดับ “ความยืดหยุ่นด้านพลังงาน” เพื่อรับมือกับวิกกฤตความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่าน พร้อมกันนี้ กต.ไต้หวันยังได้ให้การต้อนรับอังกฤษ ก้าวเข้าสู่การเป็นหุ้นส่วนทางความร่วมมือภายใต้กรอบ GCTF]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/277677/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81-GCTF-%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99]]></link><guid>277677</guid><pubDate>2025/11/13</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงเศรษฐการและกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 12 พ.ย. 68<br />
<br />
เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและความยืดหยุ่นของระบบการบริหารจัดการ คณะกรรมการร่วมภายใต้กรอบความร่วมมือ Global Cooperation and Training Framework (GCTF) ที่เกิดจากการรวมตัวขึ้นของกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ,สถาบันอเมริกาในไต้หวัน , สมาคมแลกเปลี่ยนญี่ปุ่น &ndash; ไต้หวัน , สำนักงานตัวแทนรัฐบาลออสเตรเลียประจำกรุงไทเป และสำนักงานการค้าแคนาดาประจำกรุงไทเป พร้อมด้วยกรมพลังงาน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน จึงได้จัดการประชุม ภายใต้หัวข้อ &ldquo;การเสริมสร้างอนาคตแห่งพลังงานที่เปี่ยมความยืดหยุ่น ภายใต้กรอบ GCTF&rdquo; (GCTF International Workshop on Building a Resilient Energy Future) ขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 12 &ndash; 14 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม Grand Victoria Hotel กรุงไทเป โดยได้ติดต่อเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักวิชาการและตัวแทนภาคอุตสาหกรรมจาก 20 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมเป็นจำนวนรวม 110 คน เพื่อแบ่งปันประสบการณ์แบบข้ามพรมแดน และการเสวนาทางนโยบาย<br />
&nbsp;<br />
นายก่งหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการของไต้หวัน กล่าวขณะปราศรัยว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นานาประเทศทั่วโลกจำเป็นต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการส่งจ่ายพลังงานและความรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไต้หวันได้เดินหน้าจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้วยความกระตือรือร้น ในระหว่างการผลักดัน &ldquo;พลังงานสีเขียวในมิติที่หลากหลาย&rdquo; และ &ldquo;การประหยัดพลังงานเชิงลึก&rdquo; อาทิ เครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน และพลังงานแบบกระจาย<br />
&nbsp;<br />
รมว.ก่งฯ กล่าวว่า GCTF เป็นแพลตฟอร์มสำคัญของการร่วมผลักดันการแลกเปลี่ยนในประเด็นระดับสากล และการจัดตั้งศักยภาพของไต้หวันและกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน โดยรมว.ก่งฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เสริมสร้างความร่วมมือ ตลอดจนผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในพื้นที่ภูมิภาคเอเชีย &ndash; แปซิฟิก ผ่านการจัดค่ายกิจกรรมในครั้งนี้<br />
&nbsp;<br />
ค่ายกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นเวลาติดต่อกัน 3 วัน รวบรวมไว้ซึ่งการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ 6 รายการ ประกอบด้วย ความท้าทายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและความยืดหยุ่น , การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน , เศรษฐกิจหมุนเวียน , ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน , ความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้าและทรัพยากรแร่ที่สำคัญ ซึ่งบรรดาผู้บรรยายนานาชาติหลายคนต่างเข้าร่วมแบ่งปันกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ อาทิ แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน , การพัฒนาไมโครกริด เพื่อรองรับความยืดหยุ่นด้านพลังงานในการช่วยเหลือฟื้นฟูภัยพิบัติ , นวัตกรรมการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์และถ่านแบตเตอรี ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาไปสู่การบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน หลังเสร็จสิ้นการประชุม ยังได้จัดรวบรวมให้กลุ่มผู้เรียนเข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติต้าถัน (Tatan Power Plant) ของบริษัทการไฟฟ้าไต้หวัน และสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) แห่งที่ 3 ของบริษัท CPC Corporation เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความเข้าใจต่อผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ และการยกระดับความยืดหยุ่นด้านพลังงาน<br />
&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ Ms. Ruth Bradley-Jones ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษประจำไต้หวัน ยังได้ประกาศการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนสมาชิกทางการลำดับที่ 6 ภายใต้กรอบ GCTF ของอังกฤษ โดย Ms. Bradley-Jones ระบุว่า หลายปีมานี้ พวกเรามุ่งมั่นเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้กรอบ GCTF หลายรายการ สำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันประจำอังกฤษ รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนสมาชิกทางการ<br />
&nbsp;<br />
นายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ระบุว่า การเข้าร่วมของอังกฤษ สื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนที่ได้รับการพัฒนาในทิศทางเชิงรุก และแสดงให้เห็นถึงการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประชาคมโลกของไต้หวัน ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเฝ้าจับตาต่อสันติภาพและเสถียรภาพในระดับภูมิภาคอินโด &ndash; แปซิฟิกอย่างใกล้ชิดเสมอมา ควบคู่ไปกับการผลักดันประชาธิปไตย หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รมว.หลินฯ เชื่อว่า จากการเข้าร่วมของรัฐบาลอังกฤษ จะเป็นการอัดฉีดศักยภาพความเป็นมืออาชีพและผลกระทบในระดับสากลที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นให้แก่ GCTF ต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ตราบจนปัจจุบัน ได้มีการจัดกิจกรรมภายใต้กรอบ GCTF แล้วกว่า 90 รายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งในประเด็นสาธารณสุข การบริหารปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย การเสริมสร้างศักยภาพสตรี เศรษฐกิจดิจิทัล และการป้องกันภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือ ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ภาครัฐจำนวนนับร้อยที่เดินทางมารวมตัวกัน โดยไต้หวันจะยึดมั่นในการทูตเชิงค่านิยมและการทูตเชิงบูรณาการ จับมือกับหุ้นส่วนนานาชาติ เพื่อมุ่งหน้าพัฒนาต่อไปในทิศทางเชิงลึก ตลอดจนร่วมสร้างคุณประโยชน์ด้านสวัสดิการให้แก่มวลมนุษยชาติ ภายใต้กรอบ GCTF อย่างเป็นรูปธรรมสืบไป</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[สภาบริหารไต้หวันอนุมัติรายงาน “การสร้างคุณประโยชน์ว่าด้วยการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) เวอร์ชัน 3.0 เพื่อขานรับต่อแนวคิด Global Mutirão ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 อย่างเป็นรูปธรรม]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/277412/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E2%80%9C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7]]></link><guid>277412</guid><pubDate>2025/11/07</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงสิ่งแวดล้อม วันที่ 6 พ.ย. 68<br />
&nbsp;<br />
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (UNFCCC COP 30) มีกำหนดการเปิดฉากขึ้นในเร็ววันนี้ จากการอ้างอิงความตกลงปารีส (Paris Agreement) และบทสรุปของการประชุม COP28 ที่ระบุชี้แนะว่า ทุกประเทศทั่วโลกควรที่จะยื่นเสนอรายงาน &ldquo;การสร้างคุณประโยชน์ว่าด้วยการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution, NDC) เวอร์ชัน 3.0 ซึ่งระยะที่ผ่านมา สภาบริหารไต้หวันได้มีมติอนุมัติ NDC 3.0 ของไต้หวันอย่างเป็นทางการ เพื่อนำเสนอให้ประชาคมโลกมองเห็นความมุ่งมั่นของไต้หวันและผลสัมฤทธิ์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับแนวคิด &ldquo;โกลบอล มูชิราว (Global Mutir&atilde;o)&rdquo; ที่สื่อความหมายว่า &ldquo;การรวมพลังของประชาคมโลก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
กระทรวงสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน (MOENV) แถลงว่า ไต้หวันแม้จะมิใช่รัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเราก็ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตาม &ldquo;ความตกลงปารีส&rdquo; และ &ldquo;บทสรุปการประชุม COP28&rdquo; อย่างเคร่งครัด เพื่อก้าวไปพร้อมกับประชาคมโลก ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ที่ผ่านมา ภายใต้การกำกับชี้แนะของนางเติ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวัน คณะทำงานแบบข้ามหน่วยงาน ได้เสร็จสิ้นการร่างแผนปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม และยื่นเสนอรายงาน NDC 3.0 (ฉบับ beta) ต่อ &ldquo;คณะกรรมการนโยบายเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ&rdquo; ภายใต้การกำกับของทำเนียบปธน. โดยได้วางแผนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 ให้คงเหลือ 28% (&plusmn;2%) และยกระดับไปสู่ 38% (&plusmn;2%) ภายในปี 2578 จากนั้นจึงได้จัดการเปิดการเสวนาภาคประชาสังคมอย่างกระตือรือร้น เพื่อส่งเสริมการเข้าร่วมอย่างมีความหมายของภาคประชาชนในวงกว้าง ซึ่งยอดสะสมของผู้เข้าร่วมการเสวนาในภาคประชาสังคม มีจำนวนรวมสูงถึง 4,300 คนครั้งในการประชุมที่จัดขึ้นทั้งหมดกว่า 20 รอบ ซึ่งได้รวบรวมความคิดเห็นของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ด้านนโยบายสำคัญในครั้งนี้<br />
&nbsp;<br />
NDC 3.0 ที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาบริหาร เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้กำหนดเป้าหมายการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ ภายในปี 2578 ในสัดส่วนร้อยละ 38&plusmn;2% ซึ่งครอบคลุมภารกิจรวม 10 รายการ ดังนี้ : ความทะเยอทะยานด้านความยุติธรรม ; กลไกการบริหารสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการบัญญัติเข้าสู่ระบบกฎหมาย ; กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสีเขียวในรูปแบบอัจฉริยะ ; การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว ; การเงินสีเขียวและการกำหนดราคาคาร์บอน ; วิถีชีวิตสีเขียวที่ปลอดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบยั่งยืนและการขับเคลื่อนในชุมชน ; การเปลี่ยนผ่านด้านความเป็นธรรมและบุคลากรด้านพลังงานสีเขียว ; ความร่วมมือระหว่างประเทศ ; การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงด้านสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคทางเพศ เด็กและเยาวชน เป็นต้น นำเสนอให้เห็นถึงแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยวิธีการที่เป็นรูปธรรม ที่ตั้งอยู่บนหลักการวิทยาศาสตร์อย่างเปิดเผยและโปร่งใส<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. นายเผิงฉี่หมิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน ระบุได้ยื่นเสนอ &ldquo;รายงานเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน NDC 3.0&rdquo; ในระหว่างการประชุมสภาบริหารสมัยวิสามัญ พร้อมกันนี้ นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน กล่าวว่า ขณะนี้ สภาบริหารได้มีมติอนุมัติแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว รวม 20 รายการ จึงขอกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งผลักดันภารกิจกันอย่างกระตือรือร้น เพื่อขานรับต่อแนวคิด Global Mutir&atilde;o ในระดับสากล<br />
&nbsp;</div>]]></description></item><item><title><![CDATA[Hon. Rolando De Barros Barreto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของสาธารณรัฐปารากวัย ตอบรับคำเชิญกต.ไต้หวัน เดินทางเยือนไต้หวัน พร้อมร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ภายใต้กรอบความตกลงปารีส กับนายเผิงฉี่หมิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน]]></title><link><![CDATA[https://th.taiwantoday.tw/สิ่งแวดล้อม/275815/Hon.-Rolando-De-Barros-Barreto-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7]]></link><guid>275815</guid><pubDate>2025/10/02</pubDate><description><![CDATA[<div class="article-content-part">กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสิ่งแวดล้อม วันที่ 1 ต.ค. 68<br />
<br />
Hon. Rolando De Barros Barreto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของสาธารณรัฐปารากวัย และภริยา ตอบรับคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน (MOFA) นำคณะตัวแทนเดินทางเยือนไต้หวัน ในช่วงระหว่างวันที่ 30 กันยายน &ndash; 5 ตุลาคม 2568 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่รมว. Barreto เดินทางเยือนไต้หวัน หลังการเข้ารับตำแหน่ง จึงเปี่ยมด้วยนัยยะพิเศษยิ่ง ในการเสริมสร้างความร่วมมือแบบทวิภาคีในครั้งนี้<br />
&nbsp;<br />
ระหว่างการเดินทางเยือนไต้หวัน รมว. Barreto และนายเผิงฉี่หมิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (MOENV) ได้ร่วมลงนาม &ldquo;บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีส&rdquo; (Paris Agreement) หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ภายใต้การประสานความร่วมมือระหว่าง MOFA - MOENV และภายใต้การส่งเสริมของสถานเอกอัครราชทูตไต้หวันประจำปารากวัย โดยมีนายเก๋อเป่าเซวียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายเซี่ยเหยี่ยนหรู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาอันสำคัญทางความร่วมมือ ระหว่างไต้หวัน - ปารากวัย เพื่อร่วมพิชิตเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว<br />
&nbsp;<br />
การลงนามในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ไต้หวัน - ปารากวัย ต่างเคารพซึ่งจิตวิญญาณของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมในองค์การด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา ไต้หวันมุ่งผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตามหลักการ &ldquo;การทูตเชิงบูรณาการ&rdquo; และจับมือกับปารากวัยส่งเสริม &ldquo;แผนปฏิบัติการคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศพันธมิตร&rdquo; โดยทั้งสองฝ่ายต่างประสานความร่วมมือกันในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการยกระดับอุตสาหกรรม ด้วยการเปิดฉากความร่วมมือในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งกฎระเบียบของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต โครงสร้างการบริหาร การฝึกอบรมบุคลากรมืออาชีพ และการเสริมสร้างศักยภาพ ทั้งนี้ เพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพื่อขานรับต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050<br />
<br />
MOENV แถลงว่า ในพิธีลงนามครั้งนี้ ยังได้ติดต่อเชิญตัวแทนพันธมิตร Green Growth Alliance และตัวแทนบริษัท 17 ราย รวมถึงองค์การ Taiwan Carbon Solution Exchange (TCX) , MOFA และ MOENV เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกันในประเด็นการบริหารสิ่งแวดล้อมแบบทวิภาคี โดยรมว.เผิงฯ กล่าวว่า พวกเราได้ยื่นเสนอ &ldquo;การกำหนดคุณประโยชน์แห่งชาติ&rdquo; (Nationally Determined Contributions, NDCs 3.0) ไปเมื่อช่วงปีที่แล้ว โดยได้วางแผนการลดคาร์บอนในปี 2030 ให้ครอบคลุม 28% (&plusmn;2%) และยกระดับไปสู่ 38% (&plusmn;2%) ภายในปี 2035 และจะจับมือกับหุ้นส่วนนานาชาติในการพิชิตเป้าหมายต่อไปในอนาคต ส่วนพลังงานหมุนเวียนของปารากวัย มีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ และได้มีการจัดตั้งกรอบโครงสร้างทางกฎหมายที่สอดคล้องต่อกฎระเบียบความตกลงปารีสแล้ว จึงส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อได้เปรียบที่เกื้อหนุนแก่กัน &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
รมว. Barreto กล่าวว่า ไต้หวันเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งของปารากวัย ทั้งสองฝ่ายสามารถบูรณาการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของไต้หวัน และทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของปารากวัย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจับมือกันร่วมอภิปรายทบทวนกลไกตลาดคาร์บอน บริการทางระบบนิเวศ การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</div>]]></description></item></channel></rss>